Menu PSTIP

คุมกำเนิดหลังคลอด คุณแม่ไม่ควรมองข้าม

คุมกำเนิดหลังคลอด คุณแม่ไม่ควรมองข้าม
คุมกำเนิดหลังคลอด คุณแม่ไม่ควรมองข้าม

คุมกำเนิดหลังคลอด คุณแม่ไม่ควรมองข้าม

การคุมกำเนิดหลังคลอดเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่คุณแม่ควรให้ความสำคัญ ถึงแม้ว่าการให้ลูกดูดนมแม่นั้นจะเป็นการคุมกำเนิดไปในตัว แต่วิธีนี้ไม่สามารถคุมกำเนิดได้ 100% เพื่อไมให้เกิดปัญหาอื่นๆ ตามมาในอนาคต คุณแม่หลังคลอดจึงไม่ควรชะล่าใจ และไม่ควรมองข้ามการคุมกำเนิดค่ะ

หลังคลอดคุมกำเนิดเมื่อไหร่



หลังคลอด 6 สัปดาห์ เป็นช่วงที่คุณหมอแนะนำให้งดมีเพศสัมพันธ์ เพราะร่างกายของคุณแม่ยังไกลับคืนสู่ภาวะปกติ ยังไม่มีการตกไข่ โอกาสที่จะเกิดการตั้งครรภ์ในช่วงนี้จึงมีน้อย แต่หลัง 6 สัปดาห์ไปแล้ว แผลฝีเย็บแห้งสนิท น้ำคาวปลาหมด อารมณ์พิศวาสอาจเกิดขึ้นมามาโดยไม่ทันตั้งตัว ช่วงนี้จึงเหมาะสมที่คุณแม่จะเริ่มคุมกำเนิดค่ะ

คุมกำเนิดแบบไหนดีนะ

สิ่งที่คุณแม่ต้องระวังมากที่สุดในการคุมกำเนิดหลังคลอด คือผลกระทบที่มีต่อการให้นมลูก เพราะวิธีคุมกำเนิดบางชนิดจะทำให้ปริมาณน้ำนมของคุณแม่ลดลง ส่วนจะใช้วิธีไหนนั้น คุณแม่สามารถเลือกได้ตามความสะดวกและความเหมาะสมกับตัวคุณแม่เอง

• การให้นมลูก ถือเป็นการคุมกำเนิดตามธรรมชาติ ตราบใดที่ยังให้นมลูกอยู่ หรือยังมีน้ำนมไหลออกมา อาจสามารถคุมกำเนิดได้นานถึง 18 เดือน แต่ประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดมีเพียง 70-90% นั่นหมายความว่าคุณแม่มีโอกาสตั้งครรภ์ขณะให้นมลกอยู่

วิธีนี้จึงเหมาะกับคุณแม่ที่ตั้งใจและพร้อมจะมีลูกคนต่อไปโดยปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ

• ยาคุมกำเนิดชนิด 21 เม็ดหรือ 28 เม็ด เป็นวิธีที่คุณแม่ให้นมต้องหลีกเลี่ยงค่ะ เพราะยาคุมกำเนิดชนิดนี้มีฮอร์โมนเอสโตรเจนเป็นส่วนประกอบ ซึ่งส่งผลต่อการให้นมลูก ทำให้ปริมาณน้ำนมลดลง แต่เป็นวิธีคุมกำเนิดที่มีประสิทธิภาพสูง สะดวก ราคาถูกหรือแพงขึ้นอยู่กับยี่ห้อของยา (ตั้งแต่ 50-500 บาท) เมื่อหยุดใช้ยาสามารถมีลูกได้เร็ว

คุณแม่ที่เลือกวิธีนี้ต้องระวังเรื่องการกินยาคุมให้ตรงตามกำหนด อย่าให้ขาดนะคะ

• ยาคุมกำเนิดชนิดกินที่มีฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนอย่างเดียว วิธีนี้จะไม่มีผลต่อการให้นมลูก มีประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดสูง มีราคาสูงพอสมควร เมื่อหยุดใช้ยาสามารถมีลูกได้เร็ว

ปัญหาส่วนใหญ่ของคุณแม่ที่เลือกวิธีนี้ คือมักจะยุ่งกับการเลี้ยงลูกจนลืมกินยาตามกำหนด

• ห่วงคุมกำเนิด โดยคุมหมอจะใส่ห่วงอนามัย ซึ่งมีลักษณะคล้ายตัว T ไว้ในโพรงมดลูกเพื่อป้องกันการฝังตัวของตัวอ่อน วิธีนี้ประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดสูงสามารถคุมกำเนิดได้นาน 3-5 ปี ราคาประมาณ 1,500-5,000 บาท และเมื่อให้คุณหมอถอดห่วงอนามัยออกสามารถมีลูกได้เลย

วิธีนี้มีผลข้างเคียงคือ อาจทำให้มีเลือดออกมาจากช่องคลอดแบบกะปริดกะปรอยได้ คุณแม่ที่เลือกวิธีนี้ต้องระวังคือการเลื่อนหลุดของห่วงอนามัยค่ะ

• ยาฝังคุมกำเนิด หลอดยาฝังจะมีขนาดเล็กประมาณก้านไม้ขีด โดยคุณหมอจะฝังไว้ที่ใต้ท้องแขน สามารถคุมกำเนิดได้ 3-5 ปี มีประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดสูง ราคาประมาณเดียวกับราคาของห่วงคุมกำเนิด เมื่อถอดออกแล้วสามารถมีลูกได้เลย ข้อดีคือไม่มีการเลื่อนหลุด

ผลข้างเคียงที่พบคือ ประจำเดือนอาจจะมาผิดปกติ หรืออาจจะมาแบบกะปริดกะปรอยได้

• ยาฉีดคุมกำเนิด เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดสูง ฉีด 1 เข็ม จะสามารถคุมกำเนิดได้นาน 3 เดือน เป็นวิธีที่สะดวก ไม่มีผลต่อการให้นมแม่ ราคาประมาณ 100 บาท

แต่วิธีนี้จะทำให้ประจำเดือนมาผิดปกติ หรือมาแบบกะปริดกะปรอยได้ และหากต้องการมีลูก ต้องรอหลังจากฉีดยาครั้งสุดท้าย 6-12 เดือนก่อน ถึงจะสามารถตั้งครรภ์ได้

• ถุงยางอนามัย เป็นวิธีที่สามารถป้องกันการตั้งครรภ์ได้ดีเท่าวิธีอื่นๆ และไม่มีผลข้างเคียง ราคาไม่แพง

หากเลือกใช้วิธีนี้ คุณแม่ต้องปรึกษากับคุณพ่อด้วยนะคะ ว่าพร้อมและสะดวกที่จะใช้วิธีนี้หรือเปล่า

• การหลั่งนอกช่องคลอด เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดน้อยกว่าวิธีอื่น คุณพ่อและคุณแม่อาจจะต้องคอยระวังไม่ให้มีการหลั่งภายในช่องคลอด จึงอาจทำให้กังวลขณะมีเพศสัมพันธ์ ถือเป็นวิธีที่ลำบากและมีโอกาสล้มเหลวสูงค่ะ

• การนับวัน เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพน้อยกว่าวิธีอื่น เพราะคุณแม่ที่ให้นมลูกนั้น มักมีประจำเดือนไม่แน่นอน ทำให้การนับวันไม่แม่นยำ

หวังว่า คุณแม่จะได้ข้อมูลเพื่อนำไปปรับและเลือกใช้ให้เหมาะกับตนเองนะคะ ทั้งนี้ก็ต้องอาศัยความรัก ความเข้าใจ และการร่วมมือกันของทั้งคุณพ่อและคุณแม่ด้วยค่ะ

หลัก 5 ข้อในการเลือกใช้วิธีคุมกำเนิด คือ

1. เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดสามารถคุมกำเนิดได้เกิน 99%

2. ทำได้ง่ายและสะดวกสำหรับทั้งคุณแม่และคุณพ่อ

3. มีผลข้างเคียง หรือมีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันของคุณแม่มากน้อยแค่ไหน

4. ราคาไม่แพง

5. เมื่อหยุดใช้สามารถตั้งท้องต่อไปได้ไม่ยาก

ขอบคุณ ที่มา : นิตยสาร รักลูก ภาพจาก : mamaexpert