วิญญาณบนรางรถไฟ

วิญญาณบนรางรถไฟ

ในช่วงปิดเรียนปลายเดือนมีนาคม 2549 ผมมีโอกาสเดินทางไปเยี่ยม "ลุงศักดิ์" ซึ่งเป็นญาติผู้ใหญ่คนหนึ่ง มีบ้านอยู่ในเขตจังหวัดอุดรธานี ห่างจากตัวเมืองไปทางทิศใต้ประมาณ 17 กิโลเมตร ที่หมู่บ้านแห่งนี้จะมีเส้นทางพาดผ่านรางรถไฟด้วย ชาวบ้านที่นั่นต้องสัญจรไปมาเป็นประจำทุกวัน
หลังจากที่มาพักอยู่บ้านลุงศักดิ์ได้เพียง 3 วัน ก็มีอุบัติเหตุเกิดขึ้น เมื่อมีขบวนรถไฟพุ่งชนกับรถเก๋งในช่วงตอนสายวันหนึ่งพอทราบข่าวผมก็ได้ซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ไปดูเหตุการณ์กับลุงศักดิ์ครั้งนั้นด้วยพอไปถึงก็พบเห็นสภาพรถเก๋ง ที่ถูกขบวนรถไฟสายกรุงเทพฯ-หนองคาย ชนพังยับติดอยู่กับหัวรถจักร คนขับรถเก๋งเป็นชายเคราะห์ร้ายเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจกับหน่วยกู้ภัย ต้องช่วยกันงัดร่างโชกเลือด ออกมาจากซากรถเก๋ง ที่กลายเป็นเศษเหล็กคันนั้นด้วยความทุลักทุเล

มาทราบภายหลังว่า เป็นพนักงานเซลล์แมนขายสินค้าขับรถผ่านเส้นทางดังกล่าว ที่ไม่มีสิ่งกีดกั้นเป็นสัญญาณเตือนใดๆ แล้วเครื่องยนต์ก็เกิดขัดข้องและดับลงอย่างกะทันหันกลางรางรถไฟ เป็นจังหวะเดียวกันกับขบวนรถเร็วผ่านมาพอดีจึงถูกพุ่งชนอย่างรุนแรง ทำให้เสียชีวิตอย่างน่าอนาถใจ ก่อนจะมีการชักลากรถเก๋งออกจากที่เกิดเหตุ นับเป็นเรื่องน่าเศร้าใจมากวันเวลาผ่านพ้นไปได้เพียงอาทิตย์เดียว ผมตั้งใจจะเดินทางกลับบ้านในอีกวัน 2 วันข้างหน้า จึงคิดอยากจะออกไปเที่ยวเตร่ในตัวเมืองสักครั้งหนึ่ง

วันนั้นช่วงหัวค่ำผมก็ได้ขอยืมรถมอเตอร์ไซค์ของลุงศักดิ์ขี่ออกไปเที่ยวยังร้านอาหารชื่อดังในตัวจังหวัดเพียงคนเดียว แล้วได้นั่งดื่มกินที่ร้านนั้นจนเกือบ 5 ทุ่ม จึงเดินทางกลับโดยขี่รถมาตามถนนลาดยาง เส้นทางเดิมเหมือนตอนขาไป จนขี่มาถึงปากทางแยกเข้าหมู่บ้านที่อยู่ห่างจากทางแยกไปประมาณ 1 กิโลเมตร โดยต้องผ่านเส้นทางตัดผ่านข้ามทางรถไฟ
ขณะที่ผมขี่รถมาจวนจะถึงบริเวณถนนที่มีรางรถไฟตัดผ่านเหลือระยะทางอีกแค่ 20 เมตรเห็นจะได้ ก็ให้บังเอิญรถมอเตอร์ไซค์ที่ขี่มาเกิดเครื่องรวนและกระตุก 2-3 ครั้ง คล้ายว่าหัวเทียนจะบอดยังไงยังงั้นก่อนที่รถจะดับลงทันที พร้อมแสงไฟหน้ารถที่สาดส่อง ก็ลอยดับวูบลงเช่นกันตอนนั้นดูว่าบรรยากาศจะเงียบเชียบและวังเวงชอบกลไม่มีรถราวิ่งผ่านไปมาให้เห็นเลยสักคันเดียว คิดว่าคงจะดึกมากแล้ว ประกอบกับเส้นทางนั้นค่อนข้างเปลี่ยวด้วย ยังดีที่มีพระจันทร์เต็มดวงบนท้องฟ้าที่สาดส่องแสงนวลกระจ่างลงมาเบื้องล่าง พอให้มองเห็นอะไรได้บ้างผมชะลอรถก่อนจะแตะเบรกหยุดรถแอบข้างทาง คิดในใจว่าหัวเทียนคงจะบอดทำนองนั้น จึงได้จัดแจงนำเอากุญแจมาไขที่ใต้เบาะรถ แล้วหยิบเอาถุงเครื่องมือออกมาไขหัวเทียนโดยนั่งยองๆ ขัดไปมาก้มๆ เงยๆ ไม่นาน หูก็เกิดได้ยินเสียงคล้ายคนเคาะอะไรดังแว่วๆ มา อยู่บริเวณแถวๆ นั้น ผมจึงเหลียวซ้ายแลขวา เพื่อหาที่มาของเสียงประหลาด ฟังจนแน่ใจว่าดังมาจากตรงทางรถไฟข้างหน้าแน่จึงค่อยๆ พยุงกายลุกขึ้นดู

พลัน! สายตาของผมก็มองไปกระทบเข้ากับร่างขาวโพลนร่างหนึ่ง เห็นกำลังโน้มตัวเคาะรางรถไฟเสียงดังแปร๊งๆๆๆ ติดต่อกัน ชักเอะใจว่าใครกันดึกดื่นป่านนี้แล้วยังมาทำพิเรนทร์เคาะอยู่ได้ จึงได้ผละจากรถตัวเองแล้วค่อยๆ ก้าวเท้าเดินเข้าไปดู ว่าร่างที่เห็นต่อหน้านั้นทำอะไรกันครั้นพอผมก้าวเดินเข้าไปหาช้าๆ สายตาจ้องมองร่างนั้นอย่างไม่กะพริบ เหลืออีกแค่ประมาณ 5 เมตรเท่านั้นทันใดนั้นผมก็ต้องเบิกตากว้างตกตะลึง หยุดชะงักเท้าอยู่กับที่ ขวัญผวาจนขนลุกซู่อย่างอัตโนมัติ เมื่องมองไปเห็นร่างชายเบื้องหน้าที่ชุ่มโชกด้วยเลือดเปรอะไปทั้งตัว ก่อนร่างของชายคนนั้นจะหยุดทุบรางรถไฟแล้วยืนขึ้นก่อนหันหน้ามาทางผมพอผมเห็นก็จำได้ว่าเป็นร่างเดียวกับชายที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถไฟพุ่งชนรถเก๋งเมื่ออาทิตย์ก่อนนี้เอง สักพักร่างนั้นก็หันหลังเดินไปตามรางรถไฟเรื่อยๆ ห่างออกไป แล้วเลือนหายวับไปกับความมืดสลัวในยามราตรีกาลนั้นผมยืนตกตะลึงอยู่ตั้งนานก่อนที่สติจะกลับคืนมา จึงรีบวิ่งเผ่นหนีแบบลืมตัวออกจากบริเวณนั้นอย่างรวดเร็ว มุ่งตรงไปยังหมู่บ้านด้วยอาการขวัญกระเจิดกระเจิงหวาดกลัวอย่างหนัก

ขอขอบคุณ นิตยสารผี๔๘