ผีไล่จับหนู

ผีไล่จับหนู

พูดถึง "โทรเลข" แล้วนั้น ตอนนี้ก็ได้ปิดตัวลงไปโดยสมบูรณ์แล้วยอมรับว่าเข้ามาผูกพันกับชีวิตของผมน้อยมากมันน้อยจนนับครั้งได้ว่า ผมเคยได้รับโทรเลขในชีวิตเพียงแค่ 3 ครั้งเท่านั้นที่ล้วนแต่มีเรื่องเร่งด่วนทั้งสิ้น และ 1 ใน 3 ของการที่ผมได้รับโทรเลขนั้นเกิดขึ้นตอนเช้าวันหนึ่ง เป็นเช้าที่ผมกำลังวุ่นวายกับทีวีเครื่องใหม่ที่เพิ่งซื้อมาหมาดๆ โทรเลขฉบับนั้นส่งมาจากเพื่อนของผมคนหนึ่งที่มีชื่อว่า "ตุ้ม"

ตุ้มเป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนประถมศึกษาปีที่ 7 (รุ่นสุดท้าย) และพอเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 (ม.ศ.1) ตุ้มได้ผันตัวเองไปเรียนหนังสือต่อยังบ้านเกิด ที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ในขณะที่ผมเองเรียนอยู่ในกรุงเทพฯ ใกล้ๆ กับบ้านพัก เพื่อความสะดวกในการเดินทางและประหยัดค่าใช้จ่าย

โทรเลขฉบับนั้นมีข้อความเขียนเอาไว้ว่า คุณพ่อของตุ้มเสียชีวิตแล้ว ขอเชิญให้ผมไปร่วมงานศพ ตามที่อยู่ที่ให้ไว้ในโทรเลขพร้อมระบุวันสวดศพและวันฌาปนกิจศพไว้ด้วย ทันทีที่ผมเปิดโทรเลขอ่านข้อความเท่านั้นโดยไม่ต้องลังเลผมก็ตัดสินใจในทันทีว่าจะไปร่วมงานในวันฌาปนกิจศพด้วย

แน่นอนว่าคุณพ่อของเพื่อนสนิทตายทั้งทีผมคงไร้น้ำใจเกินไปหากไม่ไปร่วมงานและไว้อาลัยเป็นครั้งสุดท้าย อีกอย่างหนึ่งผมก็เคยเจอ "ลุงพงศ์" พ่อของตุ้มหลายครั้ง ในยามที่โรงเรียนมีการจัดกิจกรรมต่างๆ ผมจัดแจงแต่งกายด้วยชุดดำที่ดูสุภาพและดีที่สุด เท่าที่เคยไปร่วมงานศพมาเพื่อเดินทางไปยังบ้านของตุ้มทันที

บ้านของตุ้มนั้นเป็นบ้านหลังใหญ่มาก ในรูปแบบบ้านจัดสรรที่เห็นตามหมู่บ้านทั่วไปในกรุงเทพฯ แต่ถึงบ้านจะหรูหราใหญ่โตเพียงใดก็คงไม่เกี่ยวอะไรกับผม เพราะวัตถุประสงค์คือการมาร่วมงานเผาศพซึ่งเป้าหมายที่ควรจะไปคือวัดมากกว่า เย็นวันนั้นมีคนไปร่วมงานเผาศพไม่มากนักส่วนใหญ่ก็เป็นญาติสนิทกันเท่านั้นและเพื่อนบ้านอีกไม่กี่คน ใช้เวลาไม่มากนักพิธีการทั้งหมดก็เสร็จสิ้นกระบวนความ คือการเผาผลอกนั่นเอง

เหตุการณ์อันไม่พึงประสงค์ที่จะพบเจอในชีวิตเกิดขึ้นในระหว่างที่ผมกับตุ้มกำลังเดินจากวัดเพื่อกลับไปยังบ้านพักหลังโต ที่อยู่ห่างกันประมาณ 1 กิโลเมตร เส้นทางที่เดินไปกันนั้นเป็นดินลูกรัง 2 ข้างทางไม่ปรากฏบ้านพักของผู้คนแม้แต่หลังคาเดียว มีเพียงต้นหญ้า ต้นไม้ และเสียงของแมลงที่ร้องกันระงม โดยเฉพาะจักจั่นนั้นเสียงดังมากเป็นพิเศษ  อ่านต่อ ตอนจบ..

ตอนจบ !!

จนกระทั่งเราเดินกันไปได้ครึ่งทาง แต่แล้วดงหญ้าดงไม้ข้างทางด้านขวามือก็ปรากฏพวกหนูจำนวนมากหลายสิบตัววิ่งเป็นแถวเรียงสองออกมาแล้วตรงไปยังดงหญ้าด้านซ้ายมือ มันทำเหมือนกับว่ากำลังวิ่งหนีอะไรมายังไงยังงั้น

ตอนแรกที่ผมกับตุ้มเห็นนั้นก็รู้สึกตกใจกลัวและประหลาดใจมาก เพราะตามปกติเราทั้งสองก็กลัวและเกลียดหนูเป็นชีวิตจิตใจชนิดขึ้นสมอง แต่เรื่องของหนูกลายเป็นเรื่องเล็กไปโดยฉับพลันเมื่อสิ่งที่ทำให้พวกหนูจำนวนมากหวาดกลัวจนต้องวิ่งอพยพนั้นปรากฏให้ผมกับตุ้มได้เห็นพร้อมกัน ชนิดตาไม่ได้ฝาดไปอย่างแน่นอน

มันเป็นภูตผีวิญญาณตนหนึ่งเท่าที่เห็นเป็นชายฉกรรจ์แต่งกายด้วยผ้าขาวม้าโดยท่อนบนเปลือย ผมกับตุ้มมองเห็นผีตนนั้น เดินผ่านหน้าไปในเส้นทางเดียวกับที่ฝูงหนูวิ่งไปเรียกว่ากวดกันไปติดๆ เลยก็ว่าได้ และสิ่งที่ทำให้ผมมั่นใจว่านั่นเป็นผีไม่ใช่คนอย่างแน่นอนถึงแม้ตอนนั้นแสงสว่างแทบจะไม่มีแล้วก็ตาม แต่ก็พอเห็นได้ชัดเจนว่าเท้าทั้ง 2 ข้างของชายฉกรรจ์คนนั้นไม่ติดพื้นเลย มันเหมือนการลอยตัวอยู่บนอากาศและเคลื่อนที่ไปซึ่งในโลกแห่งความเป็นจริงแล้ว มนุษย์ทำไม่ได้อย่างแน่นอน นอกจากเป็นภูตผีวิญญาณเท่านั้น

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบวกกับสภาพบรรยากาศเช่นนั้นที่เปลี่ยวแสนเปลี่ยว เงียบแสนเงียบ ทำให้ผมกับตุ้มกลัวจนมือไม้สั่น ปากสั่น ต่างหันหน้ามองกันเลิกลั่กและพร้อมใจกันวิ่งโกยแน่บหน้าตั้ง มุ่งตรงไปยังบ้านของตุ้มทันทีชนิดไม่เหลีวหลังหรือข้างทางอีกเลย

เฮ้อ...มันช่างเป็นคืนแห่งความทรงจำที่แสนจะน่ากลัวจริงๆ

ขอขอบคุณ นิตยสาร ผี 48 เรื่องโดย : วีระชัย