รวบรวมเรื่องเล่าขนหัวลุก เรื่องเล่าผีๆ เรื่องสยองขวัญ ทั้งในและต่างประเทศ เราเลือกสรรเฉพาะเรื่องที่น่ากลัวๆ ชวนสยองมาฝากคุณผู้อ่านอย่างครบรส มีทั้งเรื่องที่เกิดขึ้นจริงและเรื่องที่แต่งขึ้น เพื่อกระตุ้นอารมณ์ให้คุณผู้อ่านมีอารมณ์ขนหัวลุก หมวดหมู่นี้ไม่เหมาะสำหรับคนขวัญอ่อนนะคะ

ห้องอาถรรพณ์

ห้องอาถรรพณ์

ประสบการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อตอนที่ผมบวชเป็นพระใหม่ๆ ตอนนั้นพอผมอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ พ่อและแม่ของผมได้พาผมไปบวชที่วัดใกล้ๆ บ้าน เมื่อทำพิธีเสร็จเรียบร้อยแล้ว ผมได้มาพักที่กุฏิหลังหนึ่งในวัด กุฏิหลังนี้มี 2 ชั้น ท่านเจ้าอาวาสจัดให้ผมพักอยู่ที่ห้องชั้นบน ภายในห้องพักของผมมีพระพุทธรูปอุ้มบาตรอยู่ 1 องค์

น่าแปลกตรงที่ภายในบาตรว่างเปล่าก็จริง แต่มีรูปยันต์สีแดงเขียนอยู่ที่ก้นบาตร บาตรใบนี้คงเอาไว้ใส่ดอกไม้ ธูปเทียนกระมังผมได้แต่คิดในใจเอาเอง ในขณะที่ผมกำลังเอื้อมมือไปแตะที่บาตรท่านเจ้าอาวาสได้พูดขึ้นว่า "ห้ามแตะเด็ดขาด" แต่ท่านไม่ได้บอกเหตุผลของการห้ามในครั้งนี้ผมเองก็นึกสงสัยอยู่เหมือนกัน แต่ไม่กล้าถามท่าน ได้แต่ปล่อยเป็นปริศนาคาใจ

ตกกลางคืนหลังจากผมนั่งสวดมนต์ได้พักใหญ่ๆ ผมจึงได้เข้านอน ในขณะที่ผมกำลังหลับสนิทจู่ๆ ผมต้องสะดุ้งตกใจขึ้นมา เพราะมีความรู้สึกว่าเหมือนมีคนเดินข้ามตัวผมไปไม่ใช่แค่คนเดียวนะครับ แต่มีจำนวนหลายคน บางคนคงข้ามตัวผมไม่พ้นทำให้มีการเหยียบลงบนลำตัวของผม ถึงจะไม่แรงมากนักก็จริงแต่มันทำให้ผมตาสว่างขึ้นมาทันที นี่มันเกิดเหตุการณ์ประหลาดอะไรกับผม ทำให้ผมหายง่วงไปเลย

ตอนนั้นเป็นเวลาเกือบตี 1 เข้าไปแล้ว บรรยากาศในวัดเงียบสงบมาก ไม่มีเสียงหมาเห่าหรือหมาหอนบ้างเลย ผมเป็นคนซุกซนอยู่เหมือนกัน พออยู่ว่างๆ ไม่มีอะไรทำ ผมจึงมองไปที่พระอุ้มบาตร ซึ่งอยู่ตรงหัวนอนของผม ตอนนั้นผมนึกสนุก จึงหยิบเหรียญ 10 บาท และเหรียญ 1 บาทใส่ลงไปในบาตรใบนั้น เสียงเหรียญกระทบก้นบาตรดังขึ้น ดูเพราะดีเหมือนกัน ผมจึงหาเหรียญเท่าที่จะหาได้ ใส่เหรียญลงไปในบาตรเพิ่มขึ้นอีก

ผมคิดว่าไม่ได้ผิดอะไรเพราะผมไม่ได้แตะบาตรใบนั้นเพียงแต่เอาเหรียญมาหยอดเล่นเท่านั้น ทำไปได้สักพักรู้สึกนึกเบื่อๆ จึงกลับมานอนต่อดีกว่า คราวนี้ผมนอนไม่ค่อยหลับแต่ได้พยายามหลับตาเอาไว้ จู่ๆ มีเหรียญหล่นใส่หัวของผมลักษณะเหมือนมีคนเอาเหรียญมาโยนใส่หัวผม เหรียญมันมาได้ยังไง?

ผมรีบลุกขึ้นไปดูที่บาตรพระพบว่ามีเหรียญหายไป 1 เหรียญขนในตัวผมลุกซู่ขึ้นมาเฉยๆ หลักฐานที่หลงเหลือให้ผมเห็นก็คือ มีเหรียญ 10 บาท ตกอยู่บนที่นอนของผม ผมรีบไปไหว้ขอขมาที่พระพุทธรูปที่อุ้มบาตร พร้อมกับพูดว่า "ถ้าผมทำอะไรไม่สมควรหรือล่วงเกินท่านไป ขอจงยกโทษให้ผมด้วย"

ผมคิดว่า ถ้าผมไปเก็บเหรียญออกมาจากบาตร อาจจะทำให้มือของผมพลาดไปโดนบาตรได้ เดี๋ยวจะไม่เป็นตามคำสั่งของท่านเจ้าอาวาส คืนนั้นผมนอนไม่หลับแล้วเพราะกลัวว่าจะเกิดเหตุการณ์ประหลาดขึ้นมาอีก พอรุ่งเช้าผมรีบไปหาท่านเจ้าอาวาส พร้อมทั้งเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้ท่านฟัง ท่านได้บอกกับผมว่าให้เด็กวัดไปหาทัพพีมาตักเหรียญทั้งหมดที่อยู่ในบาตรออกมา แล้วท่านได้บอกให้ผมได้รับรู้ว่า

ในห้องพักของผมนั้น เคยมีคนตายมาแล้ว เป็นเด็กวัดเข้าไปฆ่าตัวตาย โดยกินยาฆ่าแมลง ไม่นานนักก็มีพระชราหัวใจวายตายไปอีก 1 รูป "2 ศพซ้อนๆ เลยหรือครับ" ผมได้แต่อุทานขึ้นมา ที่ต้องนำพระพุทธรูปอุ้มบาตรเข้าไปไว้ในห้อง ก็เพื่อล้างอาถรรพณ์ไม่ให้มีศพที่ 3 โดยจะต้องไม่แตะต้ององค์พระและบาตรเรื่องมันเกิดเพราะความซุกซนของผม ถึงทำให้ต้องพบกับเรื่องประหลาดเช่นนี้

หลังจากที่ท่านเล่าเรื่องให้ผมได้รับรู้แล้ว ท่านได้บอกให้ผมลงมานอนที่ห้องชั้นล่างดีกว่า และปิดตายห้องพักอาถรรพณ์นั้นตลอดไป

ขอขอบคุณ นิตยสาร ผี 48 เรื่องโดย : วนัส

ผีไล่จับหนู

ผีไล่จับหนู

พูดถึง "โทรเลข" แล้วนั้น ตอนนี้ก็ได้ปิดตัวลงไปโดยสมบูรณ์แล้วยอมรับว่าเข้ามาผูกพันกับชีวิตของผมน้อยมากมันน้อยจนนับครั้งได้ว่า ผมเคยได้รับโทรเลขในชีวิตเพียงแค่ 3 ครั้งเท่านั้นที่ล้วนแต่มีเรื่องเร่งด่วนทั้งสิ้น และ 1 ใน 3 ของการที่ผมได้รับโทรเลขนั้นเกิดขึ้นตอนเช้าวันหนึ่ง เป็นเช้าที่ผมกำลังวุ่นวายกับทีวีเครื่องใหม่ที่เพิ่งซื้อมาหมาดๆ โทรเลขฉบับนั้นส่งมาจากเพื่อนของผมคนหนึ่งที่มีชื่อว่า "ตุ้ม"

ตุ้มเป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนประถมศึกษาปีที่ 7 (รุ่นสุดท้าย) และพอเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 (ม.ศ.1) ตุ้มได้ผันตัวเองไปเรียนหนังสือต่อยังบ้านเกิด ที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ในขณะที่ผมเองเรียนอยู่ในกรุงเทพฯ ใกล้ๆ กับบ้านพัก เพื่อความสะดวกในการเดินทางและประหยัดค่าใช้จ่าย

โทรเลขฉบับนั้นมีข้อความเขียนเอาไว้ว่า คุณพ่อของตุ้มเสียชีวิตแล้ว ขอเชิญให้ผมไปร่วมงานศพ ตามที่อยู่ที่ให้ไว้ในโทรเลขพร้อมระบุวันสวดศพและวันฌาปนกิจศพไว้ด้วย ทันทีที่ผมเปิดโทรเลขอ่านข้อความเท่านั้นโดยไม่ต้องลังเลผมก็ตัดสินใจในทันทีว่าจะไปร่วมงานในวันฌาปนกิจศพด้วย

แน่นอนว่าคุณพ่อของเพื่อนสนิทตายทั้งทีผมคงไร้น้ำใจเกินไปหากไม่ไปร่วมงานและไว้อาลัยเป็นครั้งสุดท้าย อีกอย่างหนึ่งผมก็เคยเจอ "ลุงพงศ์" พ่อของตุ้มหลายครั้ง ในยามที่โรงเรียนมีการจัดกิจกรรมต่างๆ ผมจัดแจงแต่งกายด้วยชุดดำที่ดูสุภาพและดีที่สุด เท่าที่เคยไปร่วมงานศพมาเพื่อเดินทางไปยังบ้านของตุ้มทันที

บ้านของตุ้มนั้นเป็นบ้านหลังใหญ่มาก ในรูปแบบบ้านจัดสรรที่เห็นตามหมู่บ้านทั่วไปในกรุงเทพฯ แต่ถึงบ้านจะหรูหราใหญ่โตเพียงใดก็คงไม่เกี่ยวอะไรกับผม เพราะวัตถุประสงค์คือการมาร่วมงานเผาศพซึ่งเป้าหมายที่ควรจะไปคือวัดมากกว่า เย็นวันนั้นมีคนไปร่วมงานเผาศพไม่มากนักส่วนใหญ่ก็เป็นญาติสนิทกันเท่านั้นและเพื่อนบ้านอีกไม่กี่คน ใช้เวลาไม่มากนักพิธีการทั้งหมดก็เสร็จสิ้นกระบวนความ คือการเผาผลอกนั่นเอง

เหตุการณ์อันไม่พึงประสงค์ที่จะพบเจอในชีวิตเกิดขึ้นในระหว่างที่ผมกับตุ้มกำลังเดินจากวัดเพื่อกลับไปยังบ้านพักหลังโต ที่อยู่ห่างกันประมาณ 1 กิโลเมตร เส้นทางที่เดินไปกันนั้นเป็นดินลูกรัง 2 ข้างทางไม่ปรากฏบ้านพักของผู้คนแม้แต่หลังคาเดียว มีเพียงต้นหญ้า ต้นไม้ และเสียงของแมลงที่ร้องกันระงม โดยเฉพาะจักจั่นนั้นเสียงดังมากเป็นพิเศษ  อ่านต่อ ตอนจบ..

ตอนจบ !!

จนกระทั่งเราเดินกันไปได้ครึ่งทาง แต่แล้วดงหญ้าดงไม้ข้างทางด้านขวามือก็ปรากฏพวกหนูจำนวนมากหลายสิบตัววิ่งเป็นแถวเรียงสองออกมาแล้วตรงไปยังดงหญ้าด้านซ้ายมือ มันทำเหมือนกับว่ากำลังวิ่งหนีอะไรมายังไงยังงั้น

ตอนแรกที่ผมกับตุ้มเห็นนั้นก็รู้สึกตกใจกลัวและประหลาดใจมาก เพราะตามปกติเราทั้งสองก็กลัวและเกลียดหนูเป็นชีวิตจิตใจชนิดขึ้นสมอง แต่เรื่องของหนูกลายเป็นเรื่องเล็กไปโดยฉับพลันเมื่อสิ่งที่ทำให้พวกหนูจำนวนมากหวาดกลัวจนต้องวิ่งอพยพนั้นปรากฏให้ผมกับตุ้มได้เห็นพร้อมกัน ชนิดตาไม่ได้ฝาดไปอย่างแน่นอน

มันเป็นภูตผีวิญญาณตนหนึ่งเท่าที่เห็นเป็นชายฉกรรจ์แต่งกายด้วยผ้าขาวม้าโดยท่อนบนเปลือย ผมกับตุ้มมองเห็นผีตนนั้น เดินผ่านหน้าไปในเส้นทางเดียวกับที่ฝูงหนูวิ่งไปเรียกว่ากวดกันไปติดๆ เลยก็ว่าได้ และสิ่งที่ทำให้ผมมั่นใจว่านั่นเป็นผีไม่ใช่คนอย่างแน่นอนถึงแม้ตอนนั้นแสงสว่างแทบจะไม่มีแล้วก็ตาม แต่ก็พอเห็นได้ชัดเจนว่าเท้าทั้ง 2 ข้างของชายฉกรรจ์คนนั้นไม่ติดพื้นเลย มันเหมือนการลอยตัวอยู่บนอากาศและเคลื่อนที่ไปซึ่งในโลกแห่งความเป็นจริงแล้ว มนุษย์ทำไม่ได้อย่างแน่นอน นอกจากเป็นภูตผีวิญญาณเท่านั้น

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบวกกับสภาพบรรยากาศเช่นนั้นที่เปลี่ยวแสนเปลี่ยว เงียบแสนเงียบ ทำให้ผมกับตุ้มกลัวจนมือไม้สั่น ปากสั่น ต่างหันหน้ามองกันเลิกลั่กและพร้อมใจกันวิ่งโกยแน่บหน้าตั้ง มุ่งตรงไปยังบ้านของตุ้มทันทีชนิดไม่เหลีวหลังหรือข้างทางอีกเลย

เฮ้อ...มันช่างเป็นคืนแห่งความทรงจำที่แสนจะน่ากลัวจริงๆ

ขอขอบคุณ นิตยสาร ผี 48 เรื่องโดย : วีระชัย

ผวาคืนตกปลา

ผวาคืนตกปลา

ชนบทหรือบ้านนอกนั้นยังมีคลองน้ำที่อุดมสมบูรณ์ และยังอุดมไปด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหาร กุ้ง หอย ปู ปลา มีมากมายชุกชุมพอหาได้ จิตใจคนก็เอื้อเฟื้อ ช่วยเหลือแบ่งปันน้ำใจกัน ชาวบ้านที่นี่ส่วนมากจะประกอบอาชีพทำสวนยางพาราช่วงนี้ยางพาราได้ราคาดีด้วย ใครที่มีสวนยางเยอะหลายสิบไร่ก็เป็นเศรษฐีย่อยๆ ได้เหมือนกัน ตอนนี้ยางพาราแพร่หลาย ปลูกกันได้ทั่วเกือบทุกภาค ภาคอีสานก็เริ่มปลูกกันแล้ว

อาชีพอีกอย่างที่ชาวบ้านที่นี่ถนัดกันคือ ตกปลาในเวลากลางคืน คันเบ็ดที่ใช้ตกปลาก็ยังเป็นเบ็ดแบบโบราณอยู่ คือคันเบ็ดทำมาจากไม้ระกำเลือกไม้ระกำต้นที่แก่จัด เลาะหนามออกตากแดดไว้ให้แห้งก็จะได้คันเบ็ดที่พลิ้วเรียวเบาถนัดมือ ไม่ได้ใช้คันเบ็ดที่เป็นเหล็กมีรอกชักเหมือนที่นิยมกันอยู่เหมือนทุกวันนี้ เหยื่อที่ใช้ตกปลา ก็ใช้แมลงเม่าตัวเขื่องซึ่งหาขุดได้ตามจอมปลวก

"ป้าเอียด" กับ "ป้าก่อหนะ" และกลุ่มของแกอีก 2-3 คน ชอบไปตกปลากันเวลากลางคืนที่ไหนลือว่ามีปลาชุกชุมก็จะไปตกปลากันที่นั่น พวกเขาชอบตกปลากันเป็นชีวิตจิตใจได้ปลาหรือไม่ขอให้ได้ไปตกก็พอใจแล้ว

อย่างเช่นค่ำคืนนี้ ป้าเอียดกับป้าก่อหนะและพวกๆ เตรียมเหยื่อ เตรียมเบ็ด ตะข้อง พร้อมแล้วก็ปรึกษากันว่าจะไปตกปลากันที่บ้านนาขอ บ้านนาขอนี้อยู่ในกิ่ง อ.บางแก้ว จ.พัทลุง ระยะทางจากบ้านป้าเอียดไปบ้านนาขอนั้น ไกลโขอยู่เหมือนกันตอนที่ไปกันนั้นแฟนของป้าเอียดขับรถกระบะไปส่งและตอนขากลับแฟนป้าเอียดก็จะไปรับ

คืนนั้นป้าเอียดไปถึงบ้านนาขอเกือบๆ 2 ทุ่มเข้าไปแล้ว ก็มองหาทำเลเลือกที่ตกปลากัน มันเป็นคลองน้ำที่กว้างใหญ่อยู่เหมือนกัน 2 ฝั่งแลดูทะมึนรกครึ้มไปด้วยไม้ยืนต้นทั้งต้นเล็กและใหญ่ ยืนต้นแลดูในความมืดเป็นพุ่มเหมือนดั่งอสูรกายเคลื่อนไหวไป-มา เมื่อยามโดนสายลมพัด

ในค่ำคืนนี้เสียงลมพัดหวีดหวิวเห็นแสงเรืองๆ อยู่รอบทิศของหิ่งห้อย ที่บินวนเวียนอยู่ในอาณาบริเวณนั้นป้าเอียดตกปลาอยู่กับป้าก่อหนะเพื่อนๆ อีก 2-3 คนแยกกันไปตกด้านเหนือของคลอง นานๆ จะกู่ร้องเรียกหากัน

"วู้วู้วู้...เป็นยังไง...ตรงนั้นปลาตอดเหยื่อดีไหม" ได้ยินเสียงตะโกนตอบกลับมาว่า

"เออ...ไม่ค่อยตอดเลย"

ป้าเอียดกับป้าก่อหนะตกปลากันจนเพลินโดยเดินเลาะหาที่ตกไปเรื่อยๆ ตามแนวชายตลิ่ง จนห่างไกลจากพรรคพวก และปลาตอดเหยื่อดีด้วย จนเวลาปาเข้าไปค่อนข้างดึกพอสมควรได้ปลาเกือบครึ่งตะข้อง พอดีเหยื่อป้าเอียดหมดและเริ่มออกอาการหาวง่วงนอน แกเลยพูดกับป้าก่อหนะว่า  อ่านต่อ ตอนจบ..

ตอนจบ !!

"เออนี่...เราลงมาอยู่ตรงไหนกันนี่ แล้วพวกโน้นอยู่ตรงไหนกัน ลองตะโกนกู่เรียกดูซิเผื่อว่าจะอยู่ใกล้ๆ กัน...วู้วู้วู้"

"วู้วู้วู้" เสียงขานกู่ตอบมาดังอยู่ใกล้กันประมาณ 30-40 เมตรนี่เอง

"อ๋อ...เขาอยู่ใกล้กับเรานี่เอง ไปหาเขาดีกว่าจะได้ชวนกลับกัน เพราะนี่มันก็ดึกมากแล้วด้วย"

แต่พอป้าเอียดกับป้าก่อหนะมาถึงจุดที่คาดว่าได้ยินเสียงกู่ขานตอบกลับเมื่อครู่นี้กลับพบแต่ความมืดและความว่างเปล่า

"เอ๊ะ! ก็เมื่อกี้ได้ยินอยู่ตรงนี้นี่ ไปไหนกันหมดแล้ว"

"ไม่รู้ซี"

ป้าก่อหนะตอบอย่างหวาดๆ เหมือนในใจกำลังนึกถึงอะไรบางอย่างที่มองไม่เห็นอยู่เหนือธรรมชาติ ป้าเอียดจึงกู่เรียกอีก

"วู้วู้วู้" มีเสียงวู้วู้วู้...ขานตอบรับดังมาจากชายป่าด้านหลัง ที่ป้าเอียดกับป้าก่อหนะยืนกันอยู่

"เอ๊ะ! ตรงนั้นเป็นป่ารกนะไม่เห็นมีใครเลย แล้วไอ้เสียงกู่ตอบรับเมื่อครู่นี้มันเป็นเสียงของใครกัน"

ป้าเอียดกับป้าก่อหนะมองหน้ากันอย่างหวาดหวั่น ทันใดนั้น...ทั้งคู่ได้ยินเสียงอันเยือกเย็นถามมาว่า

"จะกลับแล้วเหรอออออ...จะกลับแล้วเหรอออออ"

เสียงที่ถามมานั้น ดังอยู่ในบริเวณที่ป้าเอียดกับป้าก่อหนะยืนอยู่ เสียงถามนั้นดังซ้ำๆ อยู่แต่ประโยคเดียวว่า

"กลับแล้วเหรอออออ"

ป้าเอียดกับป้าก่อหนะมองหาที่มาของเสียงรอบๆ ตัว โดยกวาดสายตามองไปทั่วบริเวณ ก็ไม่เห็นมีใครแต่แล้วป้าก่อหนะก็ชี้มือและบอกขึ้นว่า

"เสียงมันดังอยู่ที่กระเป๋ากางเกงของเอียด"

ป้าเอียดตกใจ แกจึงล้วงกระเป๋ากางเกงแล้วควักโทรศัพท์มือถือรุ่นเก่าออกมาดูก็เห็นไฟบนหน้าจอสว่างอยู่ วินาทีนั้นเสียงก็ดังออกมาจากโทรศัพท์ ฟังได้ยินชัดถ้อยชัดคำว่า

"กลับแล้วเหรอออออ"

เสียงนั้นมันยานยาวเยือกเย็นน่าขนลุก สักพักสุนัขไม่รู้ว่ามาจากไหนพากันโก่งคอเห่าหอนโหยหวนขึ้น

"โบร๋ววว...โบร๋ววว"

แล้วเสียงประโยคเดิมก็ดังออกมาจากโทรศัพท์อีก

"กลับแล้วเหรอออออ"

เท่านั้นแหละป้าเอียดกับป้าก่อหนะแทบช็อก พากันวิ่งหนีด้วยความหวาดหวั่นพรั่นพรึงจนผมบนหัวตั้งชันลุกซู่ พากันวิ่งล้มลุกคลุกคลานมายังจุดนัดเจอกัน ก็เห็นพรรคพวกนั่งรออยู่ที่รถแล้วพอแฟนของป้าเอียดเห็นจึงถามว่า

"วิ่งหนีอะไรกันมาเหรอ" ป้าเอียดหน้าตาตื่นบอกแฟนแกว่า

"ไป...รีบออกรถเถอะ...กลับถึงบ้านก่อนแล้วจะเล่าให้ฟัง"

พอกลับมาถึงบ้านแกก็เล่าเหตุการณ์ให้พรรคพวกฟังว่าไปเจออะไรมา พอทุกคนได้ฟังจบก็พากันขนลุกซู่ไปตามๆ กัน ป้าเอียดถามพวกที่ไปตกปลาด้วยกันว่า

"เมื่อตอนตกปลากันอยู่นั้นมีใครได้กดโทรศัพท์โทรฯไปหาหรือเปล่า"

พวกที่ไปตกปลาด้วยกันส่ายหน้า บอกไม่มีใครโทรฯหาเลยพอป้าเอียดนึกถึงประโยคคำถามที่ดังออกมาจากโทรศัพท์เมื่อคืนนี้ก็นึกสยองขนลุกซู่ขึ้นมาทันที

ภายหลังป้าเอียดมารู้จากปากของชาวบ้านนาขอว่า ที่บริเวณริมคลองที่ไปตกปลากันนั้นเมื่อ 3 เดือนที่แล้ว มีคนพบศพของผู้หญิงถูกฆ่าข่มขืนแล้วเอาศพมาทิ้งไว้ตรงบริเวณริมคลองแห่งนั้น มิน่าล่ะ...ถึงได้เฮี้ยนเอาการ!

ขอขอบคุณ นิตยสาร ผี 48 เรื่องโดย : ราเจน-กระบี่

เจอผีที่ออฟฟิศ

เจอผีที่ออฟฟิศ

จอยและแนน 2 เพื่อนสาว บริษัทส่งตัวไปทำงานต่างจังหวัดโดยไปกันทั้งหมด 6-7 คนมีผู้ชายไปด้วยอีก 4 คนผู้หญิง 1 คน กว่าจะเดินทางไปถึงที่ทำงานใหม่ก็เย็นมากแล้ว ห้องพักที่ทางบริษัทจัดให้ชั่วคราวนั้นเป็นออฟฟิศเก่าแต่ถูกตบแต่งใหม่นิดหน่อยพอนอนได้ เมื่อรับประทานอาหารเสร็จแล้วทุกคนก็แยกย้ายกันเข้าที่พัก ด้วยความที่เดินทางมาเหนื่อยทั้งวัน ทุกคนจึงหลับเป็นตาย

จอยมาสะดุ้งตื่นขึ้นกลางดึกเพราะถูกกระชากขาอย่างแรงเธอเกือบจะตกลงจากเตียง แต่พอจอยมองไปรอบๆ ก็ไม่เห็นว่ามีอะไร มองไปที่เพื่อนก็ยังเห็นว่าหลับกันอยู่

"เอ...แล้วใครมาดึงขาเราเกือบตกเตียงนะ!" จากนั้นจอยก็ล้มตัวนอนต่อกำลังจะเคลิ้มๆ หลับ ก็ถูกกระชากขาอีก คราวนี้ร่างของเธอหล่นลงไปจากเตียง

"ว้าย! ใครมาทำอะไรกับจอย แนนๆ ตื่น"

ถึงแม้ว่าจอยจะพยายามปลุกเพื่อนๆ เท่าไหร่แต่ก็ไม่มีทีท่าว่าจะมีใครตื่นขึ้นมา

"ฮึๆๆๆ"

"ใคร...เสียงใครหัวเราะ...ออกมานะ"

"กูเอง...กูอยู่ที่นี่...มึงเป็นใครมานอนบนเตียงของกู...ออกไปให้พ้น"

"ห้องกับเตียงนี้ ทางบริษัทจัดให้เราพัก ถ้าคุณไล่เราไปแล้วเราจะไปนอนกันที่ไหนล่ะ"

"กูไม่รู้...กูบอกให้พวกมึงออกไปจากเตียงของกู กูมาเตือนพวกมึงแล้วนะ...จำไว้"

แล้วเสียงนั้นก็เงียบไป จอยรีบหันไปปลุกแนนและเพื่อนอีกคนทันที

"มีอะไรหรือจอย ปลุกเราขึ้นมาทำไม"

"ผี...แนน...เราถูกผีหลอก...ผีเจ้าของเตียงที่เรานอนอยู่นี่ไง"

"จริงหรือจอย"

"จริงซี...ฉันจะโกหกเธอทำไมเราไม่ต้องนอนกันแล้ว นั่งรอให้สว่างนี่แหละ ฉันคงนอนต่อไม่ได้แน่ๆ "

จากนั้นทุกคนก็พากันนั่งจนสว่าง จอยและเพื่อนๆ จึงปรึกษากันว่า จะขอย้ายห้องไปหาที่พักใหม่

ขอขอบคุณ นิตยสาร ผี 48 เรื่องโดย : พนา-บุรีรัมย์

วิญญาณอาฆาต

วิญญาณอาฆาต

สมัยเด็กๆ ฉันมีเหตุการณ์ระทึกขวัญอยู่เหตุการณ์หนึ่งที่จำได้และไม่มีวันลืมเลย เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่ อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ ซึ่งย้อนไปสัก 10 ปี เห็นจะได้ ที่ทางแถวนั้นยังเป็นป่ารกทึบต้นไม้ขึ้นเบียดเสียดเต็ม 2 ข้างทาง

ความเจริญยังไม่เข้ามาสักเท่าไร ไฟฟ้าส่องสว่างตามถนนหนทางก็มีบ้างเป็นบางจุดทำให้บรรยากาศภายนอกดูน่ากลัว พอตกกลางคืน เวลาประมาณ 3-4 ทุ่ม ชาวบ้านก็ปิดไฟนอนกันหมดแล้ว เวลาประมาณ 5 ทุ่ม ฉันก็ต้องสะดุ้งตื่นขึ้นจากการหลับใหล เพราะเสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น ทำให้ฉันต้องตื่นขึ้นมารับโทรศัพท์ เสียงที่ปลายสายบ่งบอกว่าเป็นเสียงของพ่อฉันนั่นเอง ที่บอกให้ไปรับท่านที่ท่าน้ำวัดคลองเตยนอกที

ฉันรีบลุกขึ้นล้างหน้าล้างตา แล้วบึ่งมอเตอร์ไซค์คู่ใจไปรับพ่อทันที ระยะทางก็ห่างจากบ้านไปเป็นกิโลๆ แถมบรรยากาศข้างนอกก็ดูวังเวงไปจากทุกคืนด้วยไม่มีรถแล่นสวนมาเลยสักคันเดียว แต่ฉันก็ไม่ได้คิดอะไร คิดแต่อยากจะไปรับพ่อ แล้วรีบๆ กลับมานอน เพราะพรุ่งนี้ต้องตื่นนอนแต่เช้าเพื่อไปโรงเรียน พอขับรถไปถึงท่าน้ำ พ่อก็มานั่งรออยู่ก่อนแล้ว แต่ฉันสังเกตว่าพ่อไม่ได้นั่งอยู่คนเดียว

แต่มีผู้หญิงผมยาวยืนหันหลังให้ฉันกับพ่ออยู่ เธอใส่ชุดนักศึกษา รองเท้าผ้าใบสีขาว ฉันจึงถามพ่อว่า เธอเป็นใคร พ่อบอกว่า ไม่รู้เหมือนกันแต่ลงเรือมาด้วยกัน เธอไม่พูดไม่จา คนขับเรือถามว่า ไปไหนก็ไม่ตอบ ได้แต่ชี้นิ้วบอกอย่างเดียว ฉันจึงร้องถามเธอไป...ว่ากลับด้วยกันมั้ยคะ มีคนมารับหรือเปล่า และก็ได้ผล เธอตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงอันแหบแห้ง...ว่า ไม่มีใครมารับ เดี๋ยวลงและจะบอกเอง ขอติดรถไปด้วยคนนะ

ขณะที่เธอคุยกับฉัน เธอก็ค่อยๆ หันหน้ามา แต่มีเส้นผมปิดบังหน้าตาอยู่ บวกกับความมืดยามค่ำคืน จึงทำให้เห็นหน้าเธอไม่ค่อยชัดเท่าไร หน้าของเธอดูซีดๆ เหมือนไม่มีเลือดไปหล่อเลี้ยงร่างกายยังไงไม่รู้ เราเดินไปที่รถพร้อมกันฉันให้พ่อเป็นคนขับ ฉันนั่งกลางและเธอคนนั้นนั่งหลังสุด ตลอดเวลาที่เราขับรถไปเธอไม่พูดจาเลยสักคำ ไอ้หมาเวรก็ยังหอนรับกันไปตลอดทาง แถมยังมีลมพัดมาให้หนาวกายเป็นระลอกๆ จนพ่อบอกว่า วันนี้มันแปลกๆ นะ...อ่านต่อตอนจบ

ตอนจบ

พอขับรถมาถึงทางโค้งที่มีต้นหูกวางขนาดใหญ่อยู่ เธอก็พูดด้วยเสียงอันแหบแห้ง บอกให้หยุดรถตรงนี้ พ่อจึงหยุดรถแต่ยังไม่ทันที่จะหันไปมองว่าเธอลงจากรถหรือยัง สายตาของฉันก็เหลือบไปเห็นเงาบางอย่างที่กระจกมองข้างของรถ

ภาพที่เห็นคือ เธอคนนั้นไปยืนอยู่ใต้ต้นหูกวางแล้ว เป็นไปได้อย่างไร เธอลงไปตอนไหนไม่มีใครรู้ พ่อจึงบอกให้ฉันตั้งสติให้ดีเราไม่ได้มาร้าย เขาคงไม่ทำอะไรเราหรอก พ่อพยายามสตาร์ทรถแต่พยายามเท่าไรมันก็ไม่ยอมติด เธอคนนั้นยังคงยืนอยู่เหมือนเดิม โดยมองพวกเรา 2 คนด้วยสายตาที่แฝงไปด้วยความอาฆาตแค้น

พ่อของฉันทนไม่ไหวเลยจอดรถและตะโกนด่าเธอไปว่า ถ้ายังไม่เลิกแกล้งกัน จะแช่งไม่ให้ไปผุดไปเกิดเลย สักพัก รถก็สตาร์ทติดขึ้นมาเฉยๆ แต่ยังไม่ทันที่จะขับรถออกไป ก็มีบางอย่างหล่นลงมาจากไหนไม่รู้ เฉียดหน้ารถไปแค่นิดเดียวเอง วัตถุตรงหน้าคล้ายๆ ลูกมะพร้าว แต่ตรงนั้นไม่มีต้นมะพร้าวอยู่เลยสักต้น แล้วอะไรที่ตกลงมา พ่อจึงส่องไฟจากหน้ารถเพื่อดูว่า มันคืออะไร

สิ่งที่อยู่ตรงหน้าก็คือหัวของคน มีเส้นผมยาวๆ ดวงตาบวมแดง ลิ้นแลบยาวชวนน่าขนลุกที่สุด เท่านั้นแหละ ฉันตะโกนบอกพ่อว่าให้ขับรถกลับบ้านให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ โดยที่ไม่หันกลับไปมองข้างหลังอีกเลย

พอไปถึงบ้าน แม่เลยถามว่าเป็นอะไรมา ท่าทางเหมือนหนีผีมางั้นแหละ ใช่เลยแม่ หนีผีมา น่ากลัวซะด้วย พ่อร้องบอกแม่ คืนนั้นทั้งคืน ฉันนอนไม่หลับเลยนึกถึงแต่เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นี้

พอรุ่งเช้า ฉันเลยรวบรวมความกล้าเข้าไปถามน้าชายที่เป็นเพื่อนพ่อ ว่าเมื่อคืนฉันเจออะไรมา เผื่อว่า...น้าชายจะรู้อะไรบ้าง แล้วก็เป็นจริง น้าชายเล่าให้ฉันฟังว่า

เธอเป็นนักศึกษา ถูกข่มขืนและฆ่าตายในป่าหลังต้นหูกวาง คนเขาเจอกันเยอะแยะ เธอไม่ไปไหนหรอก เพราะยังจับคนร้ายไม่ได้ เคยไปนิมนต์พระมาแล้วแต่เธอก็ไม่ยอมไปสักทีเที่ยวหลอกผู้คนยามค่ำคืน

ผ่านไปได้ 3-4 วันก็มีข่าวว่า คนขับวินมอเตอร์ไซค์หน้าท่าน้ำก็โดนดีมาเหมือนกัน

ขอขอบคุณ นิตยสารเรื่องผีและวิญญาณ เรื่องโดย : เด็กปราการ

ผีช่วยเลี้ยง

ผีช่วยเลี้ยง

ฉันเคยไปนอนเฝ้าน้องสาวที่เพิ่งคลอดลูกใหม่ๆ ที่ ต.พระบาท เพราะสามีเขาต้องไปธุระที่ต่างจังหวัด ฉันเองก็เป็นห่วงน้องสาวที่ต้องนอนอยู่กับลูก 2 คน เลยอาสาไปนอนเป็นเพื่อน บ้านน้องสาวเป็นบ้านห้องแถวติดกัน 10 กว่าห้องมีคนอยู่เยอะคึกคักดี เจ้าตัวเล็กก็เลี้ยงง่าย กินแล้วก็นอนไม่ค่อยงอแง มานอนคืนแรกก็หลับสบายดี ไม่มีปัญหาอะไรเลย แต่คืนที่ 2 นี่สิเริ่มเจออะไรแปลกๆ ฉันตื่นขึ้นมาตอนเกือบตี 3 ตื่นเพราะเจ้าตัวเล็กร้องกินนม พอนมแม่เข้าปากก็เงียบได้เหมือนกดสวิตช์ปิดได้เลย

ฉันตื่นจึงเดินไปเข้าห้องน้ำ แล้วตอนเดินกลับมาฉันมองออกไปทางหน้าต่าง เหมือนเห็นเงาคนเลือนรางเดินอยู่แถวหน้าประตูบ้าน ลักษณะจะเหมือนคนแก่ที่เกล้าผมมวยอยู่ข้างหลัง เดินหลังค่อมๆ แต่พอฉันแหวกผ้าม่านออกดูก็ไม่เห็นมีใครสักคน น้องสาวยังพูดเลยว่าฉันตาฝาด เพราะแถวนี้มีแต่คนวัยทำงานไม่มีคนแก่เลย มิหนำซ้ำ ตี 3 คนบ้าที่ไหนจะมาเดินไป-มา

พอคืนที่ 3 นี่เต็มๆ เลย ฉันกำลังนอนหลับโดยนอนตะแคงข้างหันหน้ามาทางหลาน ก็ได้ยินเสียงหลานนอนหัวเราะเอิ้กอ๊าก เสียงกำไลข้อมือ ข้อเท้าดังกรุ๊งกริ๊ง พอรู้สึกตัวจึงค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาดูว่าเจ้าตัวเล็กมันนอนเล่นกับใครถึงได้หัวเราะเสียงใสดังขนาดนี้ แล้วพอมองเห็นเท่านั้นแหละหัวใจแทบวาย

ยายแก่ผมหงอกขาว เกล้าผมมวยไว้ข้างหลัง ใส่เสื้อแขนยาวทรงกระบอก มีผ้าสไบพาดบ่า นุ่งโจงกระเบน กำลังยืนสองมือไพล่หลัง หยอกเล่นอยู่กับหลานฉันอย่างมีความสุข ฉันนอนใจสั่นเต้นระทึก ไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัวได้แต่นอนแข็งทื่ออยู่อย่างนั้น ด้วยมั่นใจว่านั่นไม่ใช่คนอย่างแน่แท้ จนอึดใจใหญ่ ยายคนนี้จึงเอ่ยลาเจ้าตัวเล็ก

ทวดไปแล้วนะ คนดี หิวแล้วละซิเดี๋ยวแม่ของเอ็งก็จะตื่นมาให้นมแล้ว เป็นเด็กดีเลี้ยงง่ายๆ แล้วก็หายแว้บไปต่อหน้าต่อตาฉันทันที พอยายแก่หายไปเจ้าตัวเล็กก็แหกปากร้องจ้าขึ้นมาทันที เรียกให้น้องสาวฉันตื่นขึ้นมาอุ้มเอานมให้กิน น้องสาวเห็นฉันนอนนิ่งตาค้างก็เรียกว่า ดึกแล้วทำไมไม่นอน ฉันจึงเล่าให้น้องสาวฟังว่า ก่อนที่น้องสาวจะตื่นฉันเห็นอะไร ฝ่ายน้องสาวก็ดีเหลือหลายหัวเราะใส่ฉัน ก่อนจะเล่าให้ฟังว่า เป็นผีบ้านผีเรือนเขามาช่วยเลี้ยง บางทีก็มากลางวัน มาให้เห็นกันจะจะเลย เจอใหม่ๆ แทบช็อกตายเหมือนกัน แต่ตอนนี้เริ่มชินแล้ว เคยไปถามพระท่านก็ว่าเขามาดี มาช่วยเลี้ยงจะกลัวทำไมดีซะอีก มีเขามาช่วยคุ้มครองให้ลูกเราอยู่รอดปลอดภัยจากภัยอันตรายอื่นๆ ที่เรามองไม่เห็น
จริงๆ แล้ว ที่ดินผืนนี้แรงมาก ถ้าไม่ได้ผีบ้านผีเรือนปกปักรักษาให้อยู่เย็นเป็นสุขก็คงอยู่ไม่ได้ขนาดนี้หรอก ต้องย้ายออกไปนานแล้ว

โชคดีที่สามีของน้องสาวเสร็จธุระกลับมาพอดี ฉันจึงลากลับบ้านเลย อยู่ไม่ไหวจริงๆ ทำไมเจ้าน้องสาวตัวดีถึงไม่บอกฉันตั้งแต่แรกนะว่า มีคนช่วยเลี้ยงแล้ว จะได้ไม่มาให้โดนผีหลอกแบบนี้

ขอขอบคุณ นิตยสารเรื่องผีและวิญญาณ เรื่องโดย : เด็กดอย/ลำปาง

สยองขวัญชั้นที่ 16

สยองขวัญชั้นที่ 16

ผมกราดไฟฉายในมือไปตามซอกมุมที่มืดสนิท ตามหลังเสาคอนกรีตขนาดใหญ่แบบสี่เหลี่ยม ที่เรียงรายเป็นแนวไปจนสุดตึก ของลานจอดรถชั้นที่ 14ช่วงเวลา 5 ทุ่มครึ่งแบบนี้ไม่มีรถจอดอยู่เลยสักคัน มันเหมือนตึกร้างชัดๆ มีเพียงแสงไฟจากนีออนที่ติดให้ความสว่างอยู่เป็นช่วงๆ ความยาวของลานจอดรถในแต่ละชั้น ประมาณ 300 เมตร ทั้งลานจอดรถเงียบสงบและว่างเปล่า อาจเรียกได้ว่าทั้งชั้นที่ 14 นี้ มีเพียงผมที่เป็นสิ่งมีชีวิตเดินอยู่ในขณะนี้ ผมได้รับคำสั่งด่วนจากหัวหน้าสายงาน ให้มาเข้าเวรแทนเพื่อนยาม ที่ทำงานอยู่ที่นี่เป็นการชั่วคราวไม่ทันได้ตั้งตัว และคืนนี้ก็เป็นคืนแรกที่ผมได้เข้าเวรแทนยามคนเก่าที่ลาป่วยกะทันหัน ผมมีหน้าที่เดินตรวจรับผิดชอบลานจอดรถ ตั้งแต่ชั้นที่ 13 ขึ้นมาตึกลานจอดรถหลังนี้มีทั้งหมด 18 ชั้น มียาม 3 คน รับผิดชอบคนละ 6 ชั้น ตึกลานจอดรถนี้อยู่หลังตึกใหญ่ที่ใช้เป็นอาคารสำนักงานราว 100 กว่าบริษัท โดยมีสะพานเชื่อมต่อเดินไปตึกหน้าได้ทุกๆ 5 ชั้น ซึ่งมันคงจะผิดกับยามเช้าจรดเย็น ที่ทั้งลานตึกคงจะเต็มไปด้วยรถและผู้คน แต่ในยามนี้ทุกสิ่งกลับแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว

เสียงรองเท้าหนังคอมแบตของผมที่เดินอยู่ในลานจอดรถ ดังก้องจนได้ยินชัดเจน ผมถอนใจยาวอย่างเบื่อหน่ายที่ต้องมาเดินเฝ้าลานจอดรถว่างเปล่านี้ จนเดินมาถึงสุดทางเดินก็เดินขึ้นทางลาดเพื่อขึ้นสู่ชั้นที่ 15 ซึ่งก็คงจะเหมือนๆ กับชั้น 13-14 ที่ผมเดินผ่านมาแล้วเมื่อผมขึ้นมาถึงชั้นที่ 15 มองไปสุดทางเดินซึ่งมืดเป็นช่วงๆ ที่แสงไฟนีออนส่องไปไม่ถึง เกือบสุดทางเดินของชั้นนี้ ผมเห็นมีไฟนีออนที่ติดเพดานมีแสงไฟดับๆ ติดๆ อยู่ดวงหนึ่ง ผมจิ๊กปากพร้อมส่ายหัวอย่างเบื่อหน่าย บ่นกับตัวเองงเบาๆ "นี่มันจะให้เรามาเดินเฝ้าอะไรวะ ตลอดทั้งตึกนี้รถก็ไม่มีสักคัน หรือกลัวโดนขโมยหลอดไฟนีออนวะนี่"

แม้จะเบื่อแต่มันก็เป็นคำสั่ง และเป็นหน้าที่อาชีพของยาม หรือ ร.ป.ภ. แบบผมนี้ ผมออกเดินส่องไฟฉายในมือ กราดแสงส่องสลับขวาทีซ้ายทีไปเรื่อยๆ แบบเซ็งๆ รอบๆ ตึกก็เป็นสวนผสมเสียเป็นส่วนใหญ่ เพราะตึกนี้ตั้งอยู่แถบชานเมือง ซึ่งผิดกับตึกในใจกลางกรุงเทพฯที่รอบๆ ตึกยังพอมีแสงสีให้เห็นบ้างแม้จะดึกสงัด ผิดกับตึกหลังนี้ลิบลับทั้งไกลจากตัวเมือง และยังอยู่ห่างจากทางด่วนยกระดับ ที่ทอดตัวอยู่ห่างออกไปเกือบ 2 กิโล มองเห็นยาวสุดสายตาไกลออกไปจนผมเดินตรวจมาถึงช่วงกลางลานจอดรถ จึงได้ยินเสียงดังหึ่งๆ เบาๆ เมื่อมองดูจึงเห็นผีเสื้อกลางคืนตัวหนึ่ง บินเล่นไฟนีออนอยู่เสียงปีกของมันดีดตีหลอดนีออนดังหึ่งๆ เบาๆ แต่ชัดเจนในความเงียบสงัดนี้ ผมยืนมองดูเจ้าผีเสื้อกลางคืนบินเล่นไฟอยู่เพลินๆ เสียงเครื่องวิทยุสื่อสารที่ผมถืออยู่ในมือซ้ายก็ดังขึ้น จนผมสะดุ้งสุดตัว อ่านต่อ ตอน2..

ตอน 2 !!!

"หมายเลข 3 ตอนนี้อยู่ชั้นไหน...เปลี่ยน"ผมเป่าลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก พร้อมทั้งจิ๊กปากเบาๆ อย่างหัวเสียเล็กน้อย แต่ก็พูดตอบไปว่า"ผมอยู่ที่ชั้น 15 ครับ...เปลี่ยน...มีอะไรหรือเปล่า...เปลี่ยน"เสียงเรียกมาเงียบไปสักครู่ จนผมต้องกดปุ่มถามย้ำไปอีกครั้ง เสียงหัวหน้าสายงานจึงตอบกลับมาว่า"ชั้นที่ 16 เดินผ่านไปเลยก็ได้...เปลี่ยน...ถ้าไม่มีอะไร...ไปดูชั้น 17-18 เลยก็ได้...เปลี่ยน"คำสั่งนี้ทำเอาผมฟังแปลกๆ ทำไมไม่ต้องเดินตรวจชั้นที่ 16 ก็ได้ แต่ชั้นที่ 17 กับ 18 กลับสั่งให้ผมเดินตรวจไปตามปกติ แต่ผมก็ไม่ได้พูดหรือซักถามอะไร กดปุ่มพูดรับทราบจากนั้นก็เดินต่อไปจนสุดทางเดินตึก ก็ถึงทางลาดขึ้นสู่ชั้นที่ 16 ซึ่งต้องแปลกใจที่ชั้น 16 นั้นมืดสนิท ผมกราดไฟฉายขึ้นไปดู ทั้งชั้นของลานจอดรถชั้นที่ 16 มืดสนิท เพราะตลอดเส้นทางไม่มีไฟนีออนติดให้ความสว่างอยู่เลยแม้แต่ดวงเดียว ผมยืนมองไปตามแนวยาวของลานจอดรถที่มืดมิดนั้น มองเห็นเสาที่เรียงรายไปตาม 2 ฝั่งของลานจอดรถ ไกลออกไปในความมืด มีเพียงแสงดาวที่สาดส่องเข้ามาบ้าง ที่พอช่วยให้เห็นอะไรๆ ได้เลือนราง

"มิน่า...อย่างนี้เองที่บอกว่าไม่ต้องเดินตรวจชั้นนี้ก็ได้ มันมืดเพราะไม่มีไฟอย่างนี้เอง"ผมพูดกับตัวเองเบาๆ ขยับตัวจะเดินขึ้นชั้นที่ 17 ต่อไป แต่มือก็ยังส่องไฟฉายที่พุ่งเป็นลำ กราดไปตามเสาด้านขวาที่ไกลออกไปราว 5-6 ต้น ผมต้องชะงักกึก เมื่อแสงไฟฉายวาดกวาดผ่านร่างหนึ่ง ที่หลบแว่บเมื่อแสงไฟฉายกราดผ่านไป จนผมต้องขยับมือกราดแสงไฟฉายกลับไปที่เสาต้นนั้น ซึ่งร่างลึกลับนั้นหลบวูบเข้าไปผมค่อยๆ ขยับหันหน้ามองอย่างจริงจัง มองตามวงแสงไฟฉายที่จับอยู่ที่เสาต้นนั้นนิ่งไว้ และพยายามเพ่งสายตามองฝ่าความมืดไปด้วย เพราะห่างจากแสงไฟฉายออกไป ก็แทบจะไม่เห็นอะไรอีกนอกจากภาพเลือนรางเท่านั้น"ใครน่ะ...ใครอยู่ตรงนั้น...ขึ้นมาทำอะไรบนนี้...ออกมา"ผมตะโกนออกไป จนเสียงของผมสะท้อนก้องไปทั้งชั้น และค่อยๆ สืบเท้าช้าๆ เข้าไป ไม่แน่ใจว่าคนที่แอบนิ่งอยู่หลังเสาต้นนั้น จะมีอาวุธอย่างมีดกับปืนหรือเปล่า เพราะที่ตัวผมมีเพียงกระบองไม้อันเดียว ที่ห้อยติดอยู่ในปลอกหนังข้างเอวซึ่งตอนนี้ผมดึงขึ้นมาถือมันไว้ในมือขวา ส่วนมือซ้ายกลับมาถือไฟฉายแทน และนำวิทยุสื่อสารเหน็บเข้าที่เอวแบบเตรียมพร้อมผมยังคงส่องจี้ไฟฉายอยู่ตรงนั้น
ไม่เปลี่ยนที่ เดินชิดซ้ายให้ห่างจากด้านขวาที่เสาเป้าหมายนั้นตั้งอยู่ ผมเดินช้าๆ จนใกล้มาถึงเสาที่อยู่ตรงข้ามกับเสาต้นนั้น ผมจึงเดินหลบเสาต้นที่ตรงกับเสาต้นนั้นอ้อมพรวดออกมาส่องไฟไปที่หลังเสาต้นนั้นกลับว่างเปล่า ผมค่อยๆ ฉายกราดแสงไฟรอบๆ บริเวณนั้น แต่ก็ไม่มีสิ่งใดแม้แต่แมวสักตัว ผมเดินเข้าไปที่เสาต้นนั้นส่องไฟฉายดูให้มั่นใจ ผมถอนใจ

อย่างโล่งอกบ่นเบาๆ "ตาฝาดไปเองแหงๆ เลยเรา"และไหนๆ ก็เดินมาถึงตรงนี้แล้ว อันเป็นจุดที่เกือบจะกลางทางลานจอดรถแล้ว ก็เดินไปให้สุดเสียเลยก็แล้วกันเมื่อคิดได้ดังนั้นผมจึงเดินต่อไป เสียงสะท้อนจากเท้าของผมที่เดินแต่ละก้าวดังกึกๆ สะท้อนชัดเจนเพราะผมใส่แผ่นเหล็กสำหรับกันรองเท้าสึก ไว้ที่สันรองเท้าทั้ง 2 ข้างของผมแต่มีบางจังหวะที่ผมรู้สึกว่ามันแปลกไปผมเดินไป 3 ก้าว เสียงก็ควรจะดัง 3 ครั้งตามจังหวะพอดีที่ผมเดินแต่ผมกลับรู้สึกได้ยินเหมือนกับว่า เสียงย่ำเดินของผมมันดันดังเกินไปผมจึงลองเดินใหม่ โดยเดินออกไป 4 ก้าวติดๆ กัน เสียงสุดท้ายคือเสียงที่ 4 ซึ่งควรเป็นเช่นนั้น แต่นี่มันกลับมีเสียงกึกๆ เกินมาถึง 2 ครั้ง ผมใจวูบ ขนลุกเกรียวไปทั้งตัว กลั้นใจค่อยๆ หันไปด้านหลัง ส่องกราดแสงไฟฉายไปที่ด้านหลังทั่วๆ แต่ทุกอย่างว่าเปล่า และเงียบสงัดจนหูแทบอื้อผมค่อยๆ ขยับตัวเองเดินถอยหลังช้าๆ อย่างไม่ไว้ใจ พอเท้าก้าวเดินออกไปได้ 2-3 ก้าว เสียงเกินนั้นคราวนี้ดังเกินมาหลายครั้งราวกับใครเอาช้อนกินข้าวที่ทำจากสแตนเลสมาตีกันถี่ๆ อ่านต่อ ตอนจบ..

ตอนจบ !!

ในตอนนี้ผมมาหยุดเดินอยู่ตรงกึ่งกลางของลานจอดรถพอดี ทั้งหน้าหลังเป็นทางยาวที่หายเข้าไปในความมืดราวกับไม่มีทางสิ้นสุด และไม่ว่าจะคิดไปทางงด้านไหนก็รู้สึกว่ามันเหมือนจะไกลออกไปราว 10 กิโลเมตรผมรู้สึกได้ถึงความหวาดหวั่นที่เกิดขึ้นในใจ และทำให้เท้าทั้ง 2 ข้างของผมนั้น นักราวกับถูกถ่วงด้วยหิน ในใจผมนั้นไม่อยากที่จะเดินเสียด้วยซ้ำ เพราะตอนนี้ไม่ว่าจะหันเดินไปทางไหน ผมก็คิดว่ามันน่ากลัวทั้ง 2 ทาง มันเหมือนติดกับที่ถูกวางเอาไว้ เพราะลานจอดรถที่นี่เป็นทางยาวตลอด ไม่มีทางช่วงกลางให้รถขึ้นลงได้ อย่างตึกอื่นๆ ที่ผมเคยพบเห็นมาไฟนีออนที่ดับทั้งชั้นทำให้ทั้งช่วงเสาและทางวิ่งรถมืดราวขุมนรก แม้จะอยู่ถึงชั้นที่ 16 แต่ไม่มีลมพัดเข้ามาถูกตัวผมเลยแม้แต่นิดเดียว ผมรู้สึกร้อนอ้าว จนเหงื่อไหลทั้งหน้าและทั้งตัว แต่ผมก็ไม่แน่ใจว่า นั่นเป็นเหงื่อที่เกิดจากความร้อนของบรรยากาศหรือว่ามันเกิดจากความกลัวของผมกันแน่ผมค่อยๆ ใช้ไฟฉายกราดไปทั่วๆ ทุกมุมที่จะผ่านไป มือขวาที่กำกระบองไม้ไว้แน่นนั้น ชุ่มไปด้วยเหงื่อจนรู้สึกได้ ผมรีบหันกราดไฟฉายกลับหลัง เมื่อได้ยินเสียงผิดปกติมาจากทางด้านหลังมันเป็นเสียงเหมือนคนเอาเหล็กแหลมๆ หลายๆ อันทิ่มพื้นหรือผนังดังถี่ๆ พอผมฉายไฟไปตามทิศทางนั้นเสียงนั้นก็หยุดไปในทันที แต่พอผมขยับเดิน เสียงนั้นก็ดังตามหลังมาเรื่อยๆ มันดังก้องไปทั้งชั้น ดังเข้าไปที่ในหัวใจของผมด้วย

ผมเดินถอยหลังช้าๆ เพื่อจะดูว่าเสียงที่ได้ยินนั้นเป็นอะไร และจะดังอีกไหม ผมเดินหันหลังดูมันอยู่อย่างนี้แต่พอผมขยับขาเดินถอยหลังไป 3-4 ก้าว เสียงนั้นก็ดังตามมาติดๆ ผมหยุดกราดแสงไฟฉายไปทั่วลานทั้งกลับไปกลับมา แต่ทุกอย่างทั้งบริเวณก็ไร้วี่แววสิ่งใดแต่แว่บหนึ่งผมเห็นบางอย่างห้อยลงมาจากเพดานปูนตรงกลาง ในชั้นแรกที่ผมไม่เห็นนั้น เพราะผมมัวแต่ส่องทางพื้นราบ แต่ช่วงหนึ่งที่ขอบแสงไฟฉายกราดสูงขึ้น จึงเห็นบางอย่างห้อยลงมาผมตัวแข็งไม่กล้าแม้จะยกไฟฉายขึ้นส่อง แต่จากสายตาผมเริ่มชินกับความมืดมากขึ้น ทำให้เห็นรางๆ ว่าสิ่งที่ห้อยลงมานั้น เป็นเส้นที่พลิ้วไหวได้และดูยังไงผมก็ดูออกว่า นั่นต้องเป็นเส้นผมของคน และความยาวแบบนั้นต้องเป็นผู้หญิงอย่างแน่นอน แต่จะมีผู้หญิงแบบไหนที่ขึ้นไปติดอยู่บนเพดานแบบนั้นได้ผมเพ่งสายตามองขึ้นไปเห็นเป็นรูปร่างตะคุ่มๆ ในความมืดสลัวนั้น มันเหมือนร่างนั้นนอนราบคว่ำอยู่กับพื้น แต่มันเป็นพื้นบนเพดานราวกับแมงมุมยักษ์ที่เกาะเพดานอยู่ยังไงยังงั้น มีเพียงส่วนผมที่ห้อยลงมาเท่านั้นความกลัวทำให้ผมเดินถอยหลังอย่างลืมตัวไปด้านหลัง 2-3 ก้าว ส่วนสายตาของผมก็จับนิ่งอยู่ที่ร่าง ที่ติดหนึบนิ่งอยู่บนเพดานนั้นเขม็ง

และคุณพระคุณเจ้าช่วยร่างนั้นขยับคลานมากับเพดาน ราวกับคลานบนพื้นด้านล่างธรรมดาๆ ตามมาด้วยเสียงที่เหมือนเหล็กแหลมแทงพื้นหรือผนัง ก็ดังมาจากร่างบนเพดานนั่นเอง มันเป็นเสียงที่เกิดจากเล็บปลายนิ้ว ที่คงแหลมคมจิกพื้นเพดานคืบคลานมานั่นเองแต่พอผมหยุด ร่างนั้นก็หยุดด้วย และนิ่งงอยู่อย่างนั้นแต่หากว่าถ้าผมหันหลังและออกวิ่งสุดฝีเท้าล่ะ ผมไม่กล้าคิด ผมถอยหลังมาเรื่อยๆ ช้าๆ ร่างนั้นบนเพดานก็คลานตามมาช้าๆ เช่นเดียวกัน พร้อมๆ กับเสียงแก๊กๆ นั่นด้วยมันนานราวเป็นชั่วโมงหรือาจกว่านั้น จนผมถอยมาอีกไม่เกิน 2 ก้าว หลังผมจะติดผนังสุดทางลานจอดรถผมจึงหยุดและตัดสินใจเด็ดขาด ยกไฟฉายในมือขึ้นส่องไปที่ร่างบนเพดานนั้นแบบเต็มๆและภาพนั้นทำให้ผมผงะถอยหลัง ล้มลงก้นจ้ำเบ้าลงกับพื้น เพราะบนเพดานนั้นเป็นร่างของผู้หญิงในชุดนอนสีขาวที่ชุ่มไปด้วยเลือด ใบหน้านั้นเน่าเฟะ เนื้อหนังหลุดห้อยจนเห็นกระดูกหน้าขาวบางส่วน แต่ดวงตากลับยุบหายโบ๋เข้าไปทั้งสองข้าง อ้าปากส่งกลิ่นเหม็นเน่าตลบไปทั่วและคืบคลานเข้ามาหาผม พร้อมกับเสียงหัวเราะแหบๆ ก้องไปทั้งชั้นที่ 16 ผมหลับตาเมื่อเห็นใบหน้าเน่าเฟะนั้น ยื่นใกล้ลงมาที่ผม และสติของผมก็ดับวูบลงแค่นั้นด้วยความหวาดกลัวสุดขีดผมมาตื่นขึ้นที่ห้องพักยามชั้น 1A และได้รับรู้ความจริงว่า ชั้นที่ 16 นั้นเคยมีการฆ่ากันตาย โดยสามีของผู้หญิงเองพาเมียตัวเองขึ้นมาฆ่าทิ้งบนชั้นที่ 16 นี้เมื่อปีที่แล้ว หลายคนเจอดีแบบผมมาแล้วเช่นกันครับ

ขอขอบคุณ นิตยสารผี ๔๘

ลบหลู่พญานาค

ลบหลู่พญานาค

เมื่อไม่นานมานี้ข้าพเจ้าและเพื่อนๆ ที่บริษัทได้ไปสัมมนากันที่จังหวัดหนองคาย เมื่อไปถึงได้เข้าที่พักเรียบร้อยแล้วก็ได้พากันไปรับประทานอาหารอร่อยๆ ที่บริเวณที่เขาเรียกว่า ท่าเสด็จ

เมื่อได้โต๊ะนั่งใกล้ๆ แม่น้ำซึ่งข้าพเจ้าได้นั่งหันหน้าไปทางแม่น้ำโขง ซึ่งดูกว้างใหญ่ ผิวน้ำราบเรียบแลดูสวยงาม ปะปนด้วยความน่าเกรงขาม น่ากลัวอย่างบอกไม่ถูก ในขณะที่สั่งอาหารนั่งกินกันไปคุยกันไป ก็มีเพื่อนรุ่นพี่บอกว่า "พวกเรารู้ไหม ที่แม่น้ำโขงนี้มีบั้งไฟของพญานาค ใต้พื้นน้ำนี้เป็นที่อยู่ของพญานาค วันออกพรรษาของทุกปี จะมีบั้งไฟของพญานาคผุดขึ้นมาเป็นร้อยๆ ลูกเลยทีเดียว และทุกๆ ปีก็มีคนมาคอยดูลูกไฟนี้แน่นไปหมดเลย"

พวกเพื่อนๆ ก็นั่งฟังกันอย่างตื่นเต้น มีข้าพเจ้าคนเดียวที่บอกรุ่นพี่คนนั้นว่า "นั่นเป็นตำนานเล่าสืบต่อกันมา คนรุ่นใหม่อย่างพวกเราไม่ควรไปเชื่อ เราคนหนึ่งละที่ไม่เชื่อและไม่เคยเชื่อมาก่อน ขอคัดค้านเต็มที่"

พอข้าพเจ้าพูดจบ ก็ได้ยินเสียงคนที่โต๊ะข้างๆ ซึ่งมีเพียง 3 คน บอกว่า...พวกเขาเองก็ไม่เชื่อเหมือนกัน คงจะเป็นแก๊สหรือแรงอัดอะไรสักอย่างลอยขึ้นมาในเวลานั้นก็เป็นได้ และพวกเราก็ได้พูดถึงเหตุผลที่ควรจะเป็น มากกว่าที่จะเป็นลูกไฟพญานาค

ทันใดนั้นเอง ในขณะที่ข้าพเจ้ามองออกไปที่พื้นน้ำของแม่น้ำโขง ข้าพเจ้าก็ได้เห็นลูกไฟลอยขึ้นมาจากพื้นน้ำที่นิ่งสนิท พอข้าพเจ้าเห็นลูกแรกก็ตกใจมาก ชั่วพริบตาเดียวก็ได้เห็นอีกจาก 1 ลูก 2 ลูกจนถึงลูกที่ 5 ข้าพเจ้ามองอย่างแปลกใจและตกใจ แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไรก็ได้ยินเสียงโต๊ะข้างๆ ร้องบอกกันอย่างตกใจว่า "นั่นไงลูกไฟพญานาคลอยขึ้นมาตั้งหลายลูก"

ทุกคนหันไปมองที่แม่น้ำกันหมด แต่ไม่มีใครเห็น มีเพียงข้าพเจ้า กับโต๊ะที่นั่งกันอยู่ 3 คนเท่านั้นที่เห็น ทั้งๆ ที่เป็นเวลาเย็นยังไม่มืดค่ำเลย และก็ไม่ใช่วันออกพรรษาอีกด้วย ที่สำคัญคือ เป็นพวกเดียวกันกับที่พูดว่า ไม่เชื่อว่าลูกไฟพญานาคมีจริง ข้าพเจ้าถึงกับยกมือไหว้แล้วบอกว่า "เชื่อแล้วว่ามีจริง ต่อไปลูกช้างจะไม่ลบหลู่" และโต๊ะข้างๆ ก็ได้ทำตามข้าพเจ้าเหมือนกัน

ตั้งแต่วันนั้นเมื่อถึงวันออกพรรษาของทุกปี ข้าพเจ้าจะไปเฝ้าคอยดูบั้งไฟพญานาคเสมอ จะคอยนั่งนับลูกไฟทุกดวงที่ลอยขึ้นมาให้เห็นด้วยใจที่เคารพ และเชื่อว่ามีจริงๆ

ขอขอบคุณ นิตยสารเรื่องผีและวิญญาณ เรื่องโดย : ดาวดอย

เธอตามมาด้วย

เธอตามมาด้วย

ผมเคยทำงานเป็นอาสาสมัครกู้ภัยของมูลนิธิแห่งหนึ่ง ตอนนั้นใจผมไม่ได้คิดหวังสิ่งใดตอบแทน คิดเพียงว่าต้องการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกันที่ตกทุกข์ได้ยาก กลุ่มของผมมีด้วยกัน 4 คนคือ เจ้าโจ้ เจ้าเอ เจ้าอ้วน และผม ซึ่งพวกเราจะรวมกลุ่มกันขับรถออกตระเวนตามถนนหนทางไปเรื่อยๆ ซึ่งรถที่พวกผมใช้กันนั้นก็เป็นรถปิกอัพของทางมูลนิธินั่นเอง

คืนนั้น พวกผมก็ขับรถออกไปตามถนนเหมือนเคย แต่คืนนั้นพวกผมเลือกที่จะมุ่งหน้าไปแถวๆ ฝั่งธนบุรี เพราะอยู่แต่ฝั่งพระนครมาทุกคืนแล้ว เลยอยากเปลี่ยนเส้นทางบ้าง พวกผมขับรถกันมาเรื่อยๆ ดูเวลาก็เที่ยงคืนเศษๆ ไม่พบเหตุการณ์หรืออุบัติเหตุอะไร เลยตกลงกันว่าอีกสักพักถ้าหากไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นก็จะขับรถกลับศูนย์ รอฟังแจ้งเหตุทางวิทยุดีกว่าขืนขับรถไปทั้งคืนอย่างนี้คงไม่ไหวแน่

ขับมาถึงแยกโพธิ์สามต้น ตั้งใจว่าจะเลี้ยวรถกลับก็พอดีมีวิทยุแจ้งเหตุมาว่า มีคนพบศพลอยมาติดตอม่อสะพานข้ามคลองบางกอกน้อย พอได้ยินดังนั้น จึงรีบขับรถไปทันทีเพราะจุดที่พบศพนั้นอยู่ไม่ไกลจากจุดที่พวกผมอยู่ เมื่อไปถึงจุดเกิดเหตุก็เห็นว่า มีคนยืนมุงดูเต็มไปหมดและมีตำรวจที่รับผิดชอบในท้องที่นั้นยืนอยู่ 3 นาย

พวกผมจึงลงไปสอบถามรายละเอียดก็ทราบแต่เพียงว่า ผู้ตายเป็นผู้หญิงยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด เจ้าโจ้กับเจ้าอ้วนจึงลงน้ำไปกู้ศพ ส่วนผมกับเจ้าเอได้ปูผ้าขาวรออยู่บนบกแล้ว เมื่อนำศพขึ้นมาตรวจดูในตัวก็ไม่พบหลักฐานว่าเป็นใคร เพราะไม่พบกระเป๋าสตางค์หรือบัตรที่สามารถจะบอกข้อมูลของผู้ตายได้บ้างเลย

จะมีก็แต่แหวนทองที่นิ้วนางข้างซ้ายของศพที่ยังคงสวมอยู่ รูปพรรณสัณฐานที่พอจะบ่งบอกได้คือ ผู้ตายอายุประมาณ 23-24 ปี ผิวขาว หน้าตาดี ตามร่างกายไม่พบบาดแผล มีก็เพียงแต่รอยช้ำที่หัวคิ้วด้านขวา จึงต้องนำศพไปให้แพทย์ชันสูตรหาสาเหตุการตาย

ทางตำรวจจึงถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐาน แล้วจึงให้พวกผมนำศพไปโรงพยาบาลเพื่อให้แพทย์ชันสูตรตามขั้นตอน และตามหาญาติของผู้ตายต่อไป กว่าจะเสร็จเรียบร้อยก็ปาเข้าไปเป็นเวลาตี 2 กว่า พวกผมจึงตกลงกันว่าคืนนี้จะพากันไปนอนค้างกันที่บ้านของโจ้เพราะบ้านมันอยู่ใกล้ที่สุด แล้วพรุ่งนี้ค่อยขับรถเข้าศูนย์กัน...อ่านต่อตอนจบ

ตอนจบ

ระหว่างทางที่ไปบ้านเจ้าโจ้ พอดีมีร้านข้าวต้มโต้รุ่งเปิดขายอยู่ริมทางฝั่งตรงข้าม เจ้าโจ้จึงจอดรถบอกพวกผมว่าแวะกินข้าวกันเลยก็แล้วกัน เผื่อว่าที่บ้านมันไม่มีอะไรกิน เพราะนี่มันก็ดึกมากแล้วพอลงจากรถพวกผมจึงพากันเดินข้ามถนนเข้าไปในร้าน (รถจอดฝั่งตรงกันข้ามกับร้าน) จัดแจงหาที่นั่งกันเรียบร้อย

เด็กเสิร์ฟก็นำแก้วมาวาง 5 ใบ น้ำแข็งอีก 1 กระบอก พวกผมจึงสั่งกับข้าวไป 3-4 อย่างพร้อมข้าวต้มและน้ำโพลาลิส 2 ขวด กับข้าว 4 อย่าง ข้าวต้มอีก 5 ถ้วย ผมแปลกใจว่า ทำไมถึงยกข้าวต้มมาให้ถึง 5 ถ้วย ทั้งๆ ที่พวกผมมากันแค่ 4 คน แต่อีกใจก็คิดว่า คนขายอาจจะเผื่อไว้หากใครไม่อิ่มก็หยิบไปกินต่อได้เลย จะได้ไม่ต้องรอให้เสียอารมณ์

สักครู่ใหญ่ๆ พอพวกผมกินอิ่มกันแล้วเจ้าโจ้จึงเรียกคิดเงิน ขณะที่เด็กเสิร์ฟยืนรอเงินอยู่นั้น เขาได้หันมาถามผมว่า... "พี่ นั่นแฟนพี่เหรอ ทำไมพี่ไม่เรียกมากินข้าวด้วยกันละ ตัวเปียกก็เข้ามานั่งในร้านได้ไม่เป็นอะไรหรอก ยืนอยู่ได้ยังไงคนเดียว มืดก็มืด ยุงก็เยอะ" พวกผมได้ยินจึงหันไปมองก็ไม่เห็นมีใคร ผมเลยบอกเขาไปว่าพวกผมมากันแค่ 4 คนเท่านั้น แต่เขาก็ยืนยันว่า มีผู้หญิงตัวเปียกเหมือนไปตกน้ำที่ไหนมายืนอยู่ท้ายรถพวกผม ผมจึงรู้ทันทีว่า...

วิญญาณของผู้หญิงคนนั้นตามพวกผมมาด้วยแน่ๆ พอจ่ายเงินเรียบร้อยแล้ว พวกผมจึงขับรถย้อนไปโรงพยาบาลที่ได้นำศพไปส่งกันไว้อีกครั้ง เมื่อไปถึงจึงจอดรถจัดแจงเปิดท้ายกระบะพร้อมกับพูดขึ้นว่า...

"คุณรออยู่ที่นี่นะไม่ต้องตามพวกผมไปหรอก เดี๋ยวพรุ่งนี้ญาติๆ ของคุณก็คงจะมารับแล้วละ ไม่ต้องเสียใจนะ พวกผมช่วยคุณได้แค่นี้นะ" พูดจบ พวกผมจึงขึ้นรถขับมุ่งหน้าไปบ้านเจ้าโจ้ โดยที่ไม่มีเหตุการณ์ใดๆ ผิดปกติเกิดขึ้นอีกเลย

ขอขอบคุณ นิตยสารเรื่องผีและวิญญาณ เรื่องโดย : มนต์ เมืองสมุทร

ผีสูบเลือด

ผีสูบเลือด

ถ้าเอ่ยถึงภูตผีปีศาจทั้งหลายแหล่ "นางเงือก" ถือว่าเป็นภูตผีชนิดหนึ่งแน่นอน!แม่น้ำบางปะกงที่แปดริ้ว , แม่น้ำท่าจีนที่ปราจีนบุรี หรือแควป่าสักที่สระบุรี เชื่อถือกันว่ามีวังนางเงือกอยู่หลายแห่งบางแห่งก็อยู่คุ้งน้ำเปลี่ยวๆ บางแห่งก็กบดานอยู่ใกล้ๆ ท่าน้ำหน้าวัดนั่นเอง...มีคนเห็นสาวสวยนั่งร้องเพลงอยู่ริมแพ แหงนหน้ามองพระจันทร์ พลางสางผมอย่างเพลิดเพลินไปด้วย พอพายเรือเข้าไปใกล้ คุณเธอก็หันมาส่งยิ้มให้หยาดเยิ้ม จนคนหาปลาหนุ่มๆ ที่มองเห็นนึกว่าโชคดีหลายต่อแน่ๆ คืนนี้น่ะ ไหนจะได้ทั้งปลาครึ่งค่อนลำเรือ ไหนจะมาเจอสาวชาวแพให้ท่ายามดึกอีกต่างหาก

วาดหัวเรือเข้าไปหา...ไม่ช้าก็กระทำการโอ้โลมปฏิโลมจนสาวอ่อนระทวยเป็นขี้ผึ้งหน้าเตา ทอดกายให้ชายชมท่ามกลางแสงจันทร์เยือกเย็น ลมพัดวู่หวิว คลื่นเล็กๆ เซาะฝั่ง ฟังแล้วน่าวังเวงใจสิ้นดี!...ก่อนจะจากกันก็ให้สัญญาหนักแน่นว่าจะมาหาตอนดึกๆ ดื่นๆ เช่นนี้ทุกคืนไปฝ่ายชายมาหา ฝ่ายหญิงก็รอคอยอยู่ที่เดิมไม่ช้าไม่นานฝ่ายชายก็ค่อยๆ ผอมแห้งแรงน้อย ในที่สุดก็เหลือแต่หนังหุ้มกระดูก ไม่อาจกระดิกกระเดี้ยได้นอกจากนอนแซ่วหมดสติ...ขาดใจตายไปเอง แต่นางเงือกก็ยังนั่งอาบแสงจันทร์ สางผมด้วยหวีก้างปลาพลางร้องเพลงรอชายคนใหม่...คนที่จะตกเป็นเหยื่อต่อๆ ไปไม่มีวันสิ้นสุดจะเรียกว่า "ผีดูดเลือด" ก็คงไม่ผิดนักในตำนานของจีนกับญี่ปุ่นก็มีผีสูบเลือดในรูปแบบต่างๆ อยู่มากมายเช่นกัน! ผีของจีนนั้นมักชอบเหยียดแขนทั้งสองข้างไปข้างหน้าแล้วก็โดดตุ๊บๆ ไม่เดินเหินหรือล่องลอยไปได้

ง่ายๆ เหมือนผีชาติอื่น เพราะเชื่อกันว่าคนตายย่อมถูกมัดมือมัดเท้า แม้ว่าเมื่อแผลงฤทธิ์ขึ้นจากหลุมมาได้ เชือกก็ยังผูกมัดตามเดิมเพราะถูกสะกดด้วยอาคมไว้แน่นหนา ยกเว้นผีที่มีฤทธิ์แก่กล้ายิ่งกว่านั้นถึงจะหายตัวได้ หรือเดินเหินถือโคมดอกโบตั๋นไปหาคนรักได้สบายบรื๋อส่วนผีสาวที่ไปหาคนรัก ก็มักจะหาโอกาสสูบเลือดกินวันละเล็กละน้อย เหมือนเป็นสาวกแดร็กคิวล่า ไม่ช้าไม่นานหนุ่มเจ้ากรรมที่อุตริไปรักผีก็โดนดูดเลือดจนแห้งแหงแก๋...กลายเป็นผีไปจนได้...ผีญี่ปุ่นในสมัยโบราณก็เหมือนกัน! ทั้งในป่าและในน้ำที่มาร่วมรักกับหนุ่มบ้าง สะกดให้หมดสติแล้วกัดคอดูดเลือดบ้าง ไม่ช้าก็เลือดหมด มีแต่น้ำอยู่แทนที่ จนซินแสที่มารักษาแทบจะขาดใจตายเพราะความหวาดกลัวสุดขีดนางเงือกของญี่ปุ่นมีแต่หน้าเป็นคน ลำตัวเป็นปลา อยู่ในทะเลกับแม่น้ำคล้ายเงือกไทย แต่ที่แตกต่างกว่าก็คือมีเงือกผู้ชายด้วยน่ะ

มีเรื่องเล่าว่า ชาวประมงผู้หนึ่งในจังหวัดฟุคุอิ เป็นพ่อม่ายลูกสาม วันหนึ่งจับเงือกได้ แต่เธอวิงวอนให้ปล่อยไปเถิดนึกว่าเอาบุญ เพราะยังมีลูกเล็กๆ รอกินนมอยู่ (แปลว่าเงือกมีผัวแน่) แต่ชาวประมงไม่แยแสต่อคำวิงวอนนั้น กลับฆ่านางเงือกแล้วแล่เนื้อใส่ถังไว้ แล้วออกไปหาปลาต่อฝ่ายลูกๆ เห็นเนื้อในถังก็เข้าใจว่าเป็นเนื้อปลา เลยจัดการเอามาทำอาหารกิน...ต่อมาเด็กๆ ทั้งสามคนก็กลายเป็นเงือกทั้งหมด เชื่อกันว่าโดนนางเงือกสาปแช่งเอาไว้ก่อนที่เธอจะสิ้นใจไม่ช้าเงือกน้อยทั้งสามก็ล้มตายกันจนหมด! ชาวประมงผู้นั้นสลดใจนัก นึกถึงเวรกรรมของตนขึ้นมาได้ จึงเลิกจากอาชีพจับสัตว์น้ำ เดินทางไปอยู่เมืองนางาโนะ ปลูกต้นไม้ 3 ต้นเพื่อให้วิญญาณบุตรทั้งสามได้อยู่อาศัย กับทำบุญทำทานอุทิศส่วนกุศลให้นางเงือกกับลูกๆ ของตนจนสิ้นอายุขัย

ขอขอบคุณ หนังสือพิมพ์ข่าวสด

เมียผีร้อยปี

เมียผีร้อยปี

ผมเป็นอีกคนหนึ่งครับที่ชอบชนิดที่ว่าคลั่งไคล้ของเก่าเอามากๆ ยิ่งเก่าๆ สภาพสวยเต็มร้อย ราคาแพงแค่ไหนผมก็ลุ้น เป็นแสนก็เคยซื้อมาแล้วก็คนมันชอบนี่ครับ
อย่างครั้งนี้ ผมได้เตียงไม้ 4 เสามาจากคนกลุ่มอนุรักษ์ของเก่าเหมือนกัน เขามาถามขายให้ในราคาไม่กี่พันบาท ผมยังแปลกใจเลยว่า สวยขนาดนี้ทำไมขายถูกจังเลย เขาให้เหตุผลว่า เตียงใหญ่เกินมีเต็มบ้านแล้วขืนเอาเข้าบ้านไปอีกเมียต้องฆ่าตายแน่

เป็นเตียงไม้สักที่ถึงเก่าขนาดไหน ก็ยังคงความประณีตสวยงามเอาไว้ได้อย่างเต็มร้อย ถูกใจครับด้วยเหตุนี้เตียงไม้สักจึงไปตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ในห้องนอนบ้านของผมทันที เพื่อที่จะได้ทดลองนอนแล้วสมมติตัวเองว่า เป็นท่านเจ้าคุณคงสนุกดีพิลึก เสียตรงที่ไม่มีเมียทาสมาปรนนิบัติเท่านั้น

ในค่ำคืนนั้น ผมก็หลับฝันไปว่า...มีผู้หญิงซอยผมสั้นอย่างคนสมัยโบราณ แต่งผ้ากระโจมอก นุ่งโจงกระเบนมานั่งอยู่ข้างเตียง แล้วกราบลงพื้นหน้าเตียงที่ผมนอนอยู่ ในฝันเธอคนนั้นเรียกผมว่า "คุณหลวง"

เธอรำพึงรำพันว่า ดีใจที่ได้เจอกันเสียที รอคอยผมมาหลายภพหลายชาติ ทุกข์ทรมานมาหลายร้อยปีกว่าจะพาตัวเองมาเจอผมจนได้ ดูหน้าตาผิวพรรณแล้วสวยเกลี้ยงเกลาไม่หยอกเลยครับ หลังจากนั้น เธอก็ค่อยๆ คลานขึ้นเตียงมานอนอยู่ข้างกายผม กลิ่นกายเธอหอมอ่อนๆ เหมือนกลิ่นน้ำอบหรือกลิ่นธูปก็ไม่แน่ใจ

หลังจากนั้นก็นึกภาพเองนะครับ สาวงามมานอนทอดสะพานให้ชายทั้งแท่ง จะปล่อยไปรึก็กลัวเสียฟอร์ม รวบหัวรวบหางซะจบข่าวเลย ผมมาตื่นเอาเกือบเที่ยงของอีกวัน ทั้งๆ ที่นอนตั้งแต่ยังไม่ 3 ทุ่มเลย แถมตื่นมาก็อ่อนเปลี้ยเพลียแรงอย่างบอกไม่ถูก ลุกขึ้นมาจัดการกับตัวเอง กินข้าวแล้วก็กลับขึ้นเตียงนอนต่อ แล้วก็หลับฝันเห็นผู้หญิงคนเดิมมานอนกับผมเหมือนเดิม เหมือนติดอยู่ในโลกแห่งความฝันที่มีเพียงฉันกับเธอ ไม่มีกลางวันกลางคืน ไม่มีคนอื่น เหมือนนรกยังไม่ต้องการคนลามกอย่างผมมั้ง เพราะผมมาตื่นขึ้นก็พบว่า ตัวเองนอนอยู่ที่โรงพยาบาล พ่อแม่ญาติพี่น้องเต็มห้องเลย

จากคำบอกเล่า ผมหลับไปเกือบ 2 วัน ถ้าไม่ขนเตียงเก่าโบราณนั้นไปให้พระปลดปล่อยวิญญาณผีร้ายนั้น ผมคงตายไปแล้ว เพราะเรียกเท่าไรก็ไม่ฟื้น พระท่านบอกว่า เมื่อหลายชาติก่อนผมเป็นท่านเจ้าคุณ เธอคนนั้นเป็นเมียคนหนึ่งในบรรดาหลายคน เธอตรอมใจจนตายคาเตียงหลังนี้ที่เคยนอนร่วมกับผม วิญญาณที่ยังตัดกิเลสไม่ขาดและมีแต่ความอาฆาตยังฝังใจ จึงยังไปไหนไม่ได้

เธอรอคอยจนได้เจอกับผมอีกครั้ง และตั้งใจจะเอาผมไปอยู่ด้วยให้ได้ ถ้าไม่ได้พ่อแม่ช่วยกันหามผมออกมาส่งโรงพยาบาลและญาติพี่น้องช่วยกันเอาเตียงผีไปทำพิธีที่วัด ป่านนี้ผมคงได้ไปอยู่กับเมียผีร้อยปีของผมไปแล้ว

คิดๆ ดูแล้วก็สงสารเธอนะครับ รอคอยผมมาตั้งหลายปีได้อยู่ด้วยกันแค่แป๊บเดียวก็โดนแยกจากกันอีก และครั้งนี้ก็แยกกันตลอดกาลเลยด้วย แค่สงสารนะครับ อย่าคิดมาก

ขอขอบคุณ นิตยสารเรื่องผีและวิญญาณ เรื่องโดย : นะโม

เด็กดอง

เด็กดอง

ช่วงที่เรียน ป.ตรี เราเรียนคณะวิทยาศาสตร์ ซึ่งตึกที่เรียนเป็นอาคาร 4 ชั้น เราเรียนอยู่ชั้น 3 และชั้น 2 ซึ่งชั้น 2 เป็นแผนกชีววิทยา ห้องชีวะที่นี่ก็จะเหมือนที่อื่นๆ คือ มีอุปกรณ์ทดลอง มีโหลสัตว์ดอง เพื่อเป็นสื่อการเรียนการสอน

เวลาเราทำการทดลองวิชาชีวะ จะต้องลงมาทำที่ชั้น 2 ช่วงขึ้นปี 3 เราเรียนหนักมากและการทดลองแต่ละตัวต้องทำจนดึกจนดื่น บางทีก็ทำงานกลุ่ม บางทีก็ทำงานเดี่ยว ถ้าใครทำงานช้าก็ต้องอยู่ดึกทำงานให้เสร็จ ถ้าดีหน่อย ใครมีแฟนเรียนที่เดียวกันก็จะมีคนอยู่ช่วยทำงาน

วันนั้น เราและนกต้องอยู่รอผลการวิเคราะห์น้ำ เราทำงานกันในห้องเรียนชีวะ ตอนนั้นประมาณ 2 ทุ่มแล้วผลจะออกก็ประมาณ 3 ทุ่มครึ่ง นกหิวข้าวจึงขอลงไปที่มินิมาร์ทข้างล่าง สงสัยจะหิวมากเห็นรีบวิ่งลงไปอย่างไว

ส่วนเรานั่งเขียนการบ้านรออยู่ในห้องและต้องเฝ้างานด้วย ลักษณะของห้องจะมีตู้สื่อการสอนและอุปกรณ์ต่างๆ อยู่รอบๆ ห้อง ส่วนตรงกลางเป็นโต๊ะแลปยาวรอบห้อง เรานั่งทำงานที่โต๊ะแลปและหันหลังให้ตู้เก็บสื่อการสอน ซึ่งตอนนั้นเราไม่ได้มองว่าในตู้มีอะไรอยู่

นั่งทำงานเพลินๆ ก็มีความรู้สึกเหมือนมีใครอยู่ข้างหลัง เราก็ไม่ได้สนใจ นั่งทำงานต่อ สักพักก็ได้ยินเสียงเหมือนเด็กหัวเราะอยู่ข้างหลัง ตอนแรกก็คิดว่าหูแว่ว ไอ้นกก็ไม่ขึ้นมาซักที เรานั่งต่อไปเรื่อยๆ จู่ๆ ไฟในห้องก็ดับพรึ่บ ยกเว้นตู้อบที่เราทำการทดลอง เรากำลังจะเดินออกมาดู ว่าข้างนอกไฟดับหรือเปล่าพอเดินมาถึงประตู เราเห็นเด็กผู้ชายคนหนึ่งวิ่งเล่นอยู่หน้าระเบียง
เด็กคนนั้นหน้าตาน่ารัก แต่แปลกที่เค้าไม่ใส่เสื้อ ใส่แต่กางเกงตัวเดียว เราสังเกตเห็นที่ข้อเท้าขวาของน้องเค้าสวมกำไลเล็กๆ อยู่ แต่ไม่รู้ว่าใช่ทองหรือเปล่าเพราะมันมืด ตอนนั้นก็เกือบ 3 ทุ่มแล้ว เด็กที่ไหนจะมาวิ่งเล่นแถวนี้ เราจึงเดินไปหา เด็กคนนั้นหันมาชวนให้เราเล่นด้วย บอกว่าเห็นพี่นั่งอยู่คนเดียว หนูเหงาอยากให้เล่นเป็นเพื่อน เราบอกเค้าว่าเรากำลังทำงานอยู่ ต้องคอยดูงานแล้วไฟก็ดับด้วย ไม่รู้ว่างานพี่เสียรึเปล่า เค้าบอกเราว่างานพี่ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวหนูช่วยเองตอนนั้น เรามีความรู้สึกงงๆ เบลอๆ ยังไงบอกไม่ถูก แต่เราก็นั่งเล่นกันอยู่ที่หน้าระเบียง น้องเค้าบอกเราว่า เค้าเหงาไม่มีเพื่อนเล่นและคิดถึงแม่ด้วย ตอนนั้นเราก็แปลกใจอยากจะถามว่าเค้าเป็นลูกใครและมาทำอะไรที่นี่ แต่ก็ไม่ได้ถามเค้าบอกว่า พี่มาเล่นด้วยเค้าสนุกและมีความสุขมาก...อ่านต่อตอนจบ

ตอนจบ

เรานั่งเล่านิทานให้เค้าฟังไปหลายเรื่อง จนน้องเค้าหลับไปบนตักของเรา เราก็กำลังจะเคลิ้มๆ จะหลับเหมือนกัน แต่ก็ต้องตื่นเพราะเจ้านกมาโวยวายว่าให้เฝ้างานนิดเดียวดันหลับซะได้ไม่รู้งานเสียหรือเปล่า นั่งหลับไปนานรึยังเนี่ย ถ้าผลแลปเสียหายนะจะด่าให้

เราตื่นขึ้นมาก็งงๆ ถามนกว่าเด็กคนนั้นไปไหนแล้ว นกก็งงว่าเด็กที่ไหน เรายืนยันกับนกว่ามีเด็กมาเล่นกับเราจริงๆ เมื่อกี้ยังนอนหนุนตักเราอยู่เลย นกบอกว่าเราบ้าไปแล้วใครจะมานอนหนุนตักเราได้ เพราะเรานั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวเดียว ไม่มีใครทั้งนั้นแหละ

นกจึงเดินไปดูผลแลป และเก็บอุปกรณ์เพราะเกือบจะ 4 ทุ่มแล้ว อยากกลับบ้านเต็มที เรามานั่งนึกดูดีๆ ตอนแรกเรานั่งอยู่กับเด็กคนนั้นที่หน้าระเบียงนี่นา แล้วเรามาอยู่ในห้องได้ยังไง ตกลงเราฝันหรืออะไรกันแน่ พอดีนกเก็บของเรียบร้อยแล้วจึงเดินมาหาเรา เราก็ยังพูดเรื่องเด็กคนนั้นอยู่เพราะเราสงสัยมาก

นกคงรำคาญจึงแกล้งพูดว่า สงสัยเป็นเด็กที่อยู่ในขวดโหลข้างหลังแกมั้ง พอนกพูดแบบนั้นเราจึงหันไปมองในตู้สื่อการสอน ตอนนั้นเรารู้สึกอยากจะเป็นลมไม่อยากรับรู้อะไรเลย มันเย็นวูบไปทั้งตัว

ในนั้นมีเด็กดองในขวดโหล เป็นเด็กผู้ชายที่มีอวัยวะครบถ้วน แถมที่ข้อเท้าขวายังใส่กำไลเล็กๆ เหมือนน้องคนนั้นที่มาเล่นกับเราเลย และข้างๆ ขวดโหลมีพวงมาลัยเล็กๆ วางอยู่ด้วย ขวดโหลนี้เราไม่เคยเห็นเลย มันมาวางตั้งแต่เมื่อไหร่ เพราะส่วนใหญ่มีแต่ขวดโหลสัตว์ชนิดต่างๆ

ตอนนั้น เราพอจะเดาออกแล้ว ว่าเรื่องที่เราเจอมันคืออะไร เราพยายามตั้งสติ (เพราะเป็นนักวิทยาศาสตร์ ต้องเชื่อเรื่องที่พิสูจน์ได้เท่านั้น) เราชวนนกกลับบ้าน เราพยายามอย่างมากที่จะต้องเดินให้ปกติที่สุด แต่ในใจเราอยากจะวิ่งให้ป่าราบไปเลย พอถึงบ้าน เราเล่าเรื่องทุกอย่างให้นกฟัง นกไม่มีท่าทีสงสัยเลย นกบอกว่าเค้าเจอกันมาเยอะแล้วแต่ไม่ได้เล่าให้เราฟัง ไอ้ที่ลงไปซื้อของน่ะ นกโกหกเรา นกแค่ลงไปตั้งสติ เพราะตอนที่เรานั่งหันหลังทำการบ้านอยู่

นกเห็นเด็กที่อยู่ในขวดโหลขยับตัวและโบกไม้โบกมือให้นก นกเลยรีบลงไปตั้งสตินั่งอยู่ข้างล่างกับลุงยาม กว่าจะทำใจได้กะว่าจะมาตอนผลแลปออกพอดี มิน่าล่ะ พอนกกลับขึ้นมาก็รีบเก็บของใหญ่เลย

วันหลัง เราได้รู้มาว่าศพน้องคนนี้เป็นลูกของอาจารย์ในมหาลัยนี้แหละ แต่พอดีคลอดก่อนกำหนดทำให้เสียชีวิต พ่อแม่เค้ายังทำใจไม่ได้จึงมอบศพให้คณะวิทย์เพื่อทำการดองไว้ เวลาพ่อแม่คิดถึงจะได้มาเยี่ยมได้ เฮ้อก็ยังดีนะ ที่เราเจอแค่ในฝันและมาแบบดีๆ ถ้าเราเจอแบบอื่นสงสัยคงช็อกไปแล้ว แต่ที่เจ็บใจก็เจ้าเพื่อนตัวดีนี่แหละ ฮึ่ม...

ขอขอบคุณ นิตยสารเรื่องผีและวิญญาณ เรื่องโดย : Safety

วิญญาณบนรางรถไฟ

วิญญาณบนรางรถไฟ

ในช่วงปิดเรียนปลายเดือนมีนาคม 2549 ผมมีโอกาสเดินทางไปเยี่ยม "ลุงศักดิ์" ซึ่งเป็นญาติผู้ใหญ่คนหนึ่ง มีบ้านอยู่ในเขตจังหวัดอุดรธานี ห่างจากตัวเมืองไปทางทิศใต้ประมาณ 17 กิโลเมตร ที่หมู่บ้านแห่งนี้จะมีเส้นทางพาดผ่านรางรถไฟด้วย ชาวบ้านที่นั่นต้องสัญจรไปมาเป็นประจำทุกวัน
หลังจากที่มาพักอยู่บ้านลุงศักดิ์ได้เพียง 3 วัน ก็มีอุบัติเหตุเกิดขึ้น เมื่อมีขบวนรถไฟพุ่งชนกับรถเก๋งในช่วงตอนสายวันหนึ่งพอทราบข่าวผมก็ได้ซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ไปดูเหตุการณ์กับลุงศักดิ์ครั้งนั้นด้วยพอไปถึงก็พบเห็นสภาพรถเก๋ง ที่ถูกขบวนรถไฟสายกรุงเทพฯ-หนองคาย ชนพังยับติดอยู่กับหัวรถจักร คนขับรถเก๋งเป็นชายเคราะห์ร้ายเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจกับหน่วยกู้ภัย ต้องช่วยกันงัดร่างโชกเลือด ออกมาจากซากรถเก๋ง ที่กลายเป็นเศษเหล็กคันนั้นด้วยความทุลักทุเล

มาทราบภายหลังว่า เป็นพนักงานเซลล์แมนขายสินค้าขับรถผ่านเส้นทางดังกล่าว ที่ไม่มีสิ่งกีดกั้นเป็นสัญญาณเตือนใดๆ แล้วเครื่องยนต์ก็เกิดขัดข้องและดับลงอย่างกะทันหันกลางรางรถไฟ เป็นจังหวะเดียวกันกับขบวนรถเร็วผ่านมาพอดีจึงถูกพุ่งชนอย่างรุนแรง ทำให้เสียชีวิตอย่างน่าอนาถใจ ก่อนจะมีการชักลากรถเก๋งออกจากที่เกิดเหตุ นับเป็นเรื่องน่าเศร้าใจมากวันเวลาผ่านพ้นไปได้เพียงอาทิตย์เดียว ผมตั้งใจจะเดินทางกลับบ้านในอีกวัน 2 วันข้างหน้า จึงคิดอยากจะออกไปเที่ยวเตร่ในตัวเมืองสักครั้งหนึ่ง

วันนั้นช่วงหัวค่ำผมก็ได้ขอยืมรถมอเตอร์ไซค์ของลุงศักดิ์ขี่ออกไปเที่ยวยังร้านอาหารชื่อดังในตัวจังหวัดเพียงคนเดียว แล้วได้นั่งดื่มกินที่ร้านนั้นจนเกือบ 5 ทุ่ม จึงเดินทางกลับโดยขี่รถมาตามถนนลาดยาง เส้นทางเดิมเหมือนตอนขาไป จนขี่มาถึงปากทางแยกเข้าหมู่บ้านที่อยู่ห่างจากทางแยกไปประมาณ 1 กิโลเมตร โดยต้องผ่านเส้นทางตัดผ่านข้ามทางรถไฟ
ขณะที่ผมขี่รถมาจวนจะถึงบริเวณถนนที่มีรางรถไฟตัดผ่านเหลือระยะทางอีกแค่ 20 เมตรเห็นจะได้ ก็ให้บังเอิญรถมอเตอร์ไซค์ที่ขี่มาเกิดเครื่องรวนและกระตุก 2-3 ครั้ง คล้ายว่าหัวเทียนจะบอดยังไงยังงั้นก่อนที่รถจะดับลงทันที พร้อมแสงไฟหน้ารถที่สาดส่อง ก็ลอยดับวูบลงเช่นกันตอนนั้นดูว่าบรรยากาศจะเงียบเชียบและวังเวงชอบกลไม่มีรถราวิ่งผ่านไปมาให้เห็นเลยสักคันเดียว คิดว่าคงจะดึกมากแล้ว ประกอบกับเส้นทางนั้นค่อนข้างเปลี่ยวด้วย ยังดีที่มีพระจันทร์เต็มดวงบนท้องฟ้าที่สาดส่องแสงนวลกระจ่างลงมาเบื้องล่าง พอให้มองเห็นอะไรได้บ้างผมชะลอรถก่อนจะแตะเบรกหยุดรถแอบข้างทาง คิดในใจว่าหัวเทียนคงจะบอดทำนองนั้น จึงได้จัดแจงนำเอากุญแจมาไขที่ใต้เบาะรถ แล้วหยิบเอาถุงเครื่องมือออกมาไขหัวเทียนโดยนั่งยองๆ ขัดไปมาก้มๆ เงยๆ ไม่นาน หูก็เกิดได้ยินเสียงคล้ายคนเคาะอะไรดังแว่วๆ มา อยู่บริเวณแถวๆ นั้น ผมจึงเหลียวซ้ายแลขวา เพื่อหาที่มาของเสียงประหลาด ฟังจนแน่ใจว่าดังมาจากตรงทางรถไฟข้างหน้าแน่จึงค่อยๆ พยุงกายลุกขึ้นดู

พลัน! สายตาของผมก็มองไปกระทบเข้ากับร่างขาวโพลนร่างหนึ่ง เห็นกำลังโน้มตัวเคาะรางรถไฟเสียงดังแปร๊งๆๆๆ ติดต่อกัน ชักเอะใจว่าใครกันดึกดื่นป่านนี้แล้วยังมาทำพิเรนทร์เคาะอยู่ได้ จึงได้ผละจากรถตัวเองแล้วค่อยๆ ก้าวเท้าเดินเข้าไปดู ว่าร่างที่เห็นต่อหน้านั้นทำอะไรกันครั้นพอผมก้าวเดินเข้าไปหาช้าๆ สายตาจ้องมองร่างนั้นอย่างไม่กะพริบ เหลืออีกแค่ประมาณ 5 เมตรเท่านั้นทันใดนั้นผมก็ต้องเบิกตากว้างตกตะลึง หยุดชะงักเท้าอยู่กับที่ ขวัญผวาจนขนลุกซู่อย่างอัตโนมัติ เมื่องมองไปเห็นร่างชายเบื้องหน้าที่ชุ่มโชกด้วยเลือดเปรอะไปทั้งตัว ก่อนร่างของชายคนนั้นจะหยุดทุบรางรถไฟแล้วยืนขึ้นก่อนหันหน้ามาทางผมพอผมเห็นก็จำได้ว่าเป็นร่างเดียวกับชายที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถไฟพุ่งชนรถเก๋งเมื่ออาทิตย์ก่อนนี้เอง สักพักร่างนั้นก็หันหลังเดินไปตามรางรถไฟเรื่อยๆ ห่างออกไป แล้วเลือนหายวับไปกับความมืดสลัวในยามราตรีกาลนั้นผมยืนตกตะลึงอยู่ตั้งนานก่อนที่สติจะกลับคืนมา จึงรีบวิ่งเผ่นหนีแบบลืมตัวออกจากบริเวณนั้นอย่างรวดเร็ว มุ่งตรงไปยังหมู่บ้านด้วยอาการขวัญกระเจิดกระเจิงหวาดกลัวอย่างหนัก

ขอขอบคุณ นิตยสารผี๔๘