Menu PSTIP

พัฒนาการได้ยิน พัฒนาภาษาและอารมณ์

พัฒนาการได้ยิน พัฒนาภาษาและอารมณ์

พัฒนาการได้ยิน พัฒนาภาษาและอารมณ์

พัฒนาการได้ยิน พัฒนาภาษาและอารมณ์

คุณพ่อคุณแม่ที่วางแผนให้ลูกมีอารมณ์ดี มีความสุขตั้งแต่อยู่ในครรภ์ เกิดมามีพัฒนาการดี เลือกใช้วิธีเปิดเพลงติดไมโครโฟนไว้ที่หน้าห้องให้ลูกได้ฟัง มีคำถามหลายประการเกี่ยวกับการได้ยินและการเรียนรู้ของทารกในครรภ์

  • ทารกในครรภ์ได้ยินอะไรบ้าง นักวิจัยได้ทำการศึกษาการได้ยินของทารกในครรภ์ด้วยวิธีการต่าง ๆ ในการศึกษาการได้ยิน โดยการดูการเคลื่อนไหวของทารกจากอัลตราซาวด์ เมื่อกระตุ้นทารกด้วยเสียงเพลง ที่เปิดไมโครโฟนที่ติดไว้หน้าท้องแม่ พบว่า ทารกกระพริบตาแสดงการตอบสนองต่อเสียงที่ดัง ๆ บางการศึกษาใช้สังเกตเปลี่ยนแปลงของอัตราการเต้นของหัวใจ เมื่อกระตุ้นทารกด้วยเสียง จากผลของการศึกษาหลาย ๆ ชิ้น สรุปได้ว่าทารกเริ่มได้ยินเมื่ออายุประมาณ 24 สัปดาห์ แต่ยังไม่สามารถจำแนกเสียงได้จนกว่าจะย่างเข้า 34 สัปดาห์พอจะแยกเสียงได้ เมื่ออายุทารก 35 สัปดาห์ ขึ้นไปจึงจะแยกเสียงต่ำและสูงได้ ไปเสียงรอบ ๆ ตัวแม่นั้นไม่ใช่ทุกโทนเสียงจะส่งผ่านผนังหน้าท้องมารดาไปยังทารกได้ โทนเสียงที่มีความถี่ต่ำผ่านไปสู่ทารกได้ดีกว่าเสียงความถี่สูง ดังนั้นเสียงจากการจัดงานปาร์ตี้เป็นครั้งคราว ของบ้านข้างเคียงจะไม่รบกวนทารกในครรภ์
  • ทารกชอบเสียงพ่อ แม่ หรือเสียงจากเทปเสียง ต่ำของพ่อหรือเสียงผู้ชาย จะผ่านหน้าท้องแม่ได้ดี ยิ่งเสียงของแม่เองลูกจะได้ยินได้ในระดับดังกว่าคนรอบข้างได้ยิน เพราะเสียงผ่านจากตัวแม่ไปยังลูกในท้องที่อยู่ใกล้ชิดกว่าใครหมด ทารกยังได้ยินเสียงที่เกิดจากเลือดไหลในหลอดเลือดเข้ามาที่มดลูกตลอดเวลา
  • บางครั้งมีเสียงน้ำจ้อกแจ๊กจากกระเพาะของแม่ เสียงพ่อ เสียงจากโทรทัศน์ และเสียงเพลงจากวิทยุ เสียงเหล่านี้เป็นเสียงดนตรีกระตุ้นพัฒนาการสมองของทารกตั้งแต่ก่อนทารกเกิด ระบบการได้ยินของทารกซึ่งพัฒนาได้ก่อนการเห็นจึงกระตุ้นปมประสาท (Synapse) และ ระบบสมองเกี่ยวกับการได้ยิน (Tonotopic map) ของสมองเด็กเกือบจะเต็มที่ ทารกหลังเกิดจึงสามารถจะจำได้ว่าเป็นเสียงของแม่ที่ได้ยินอยู่ทุกวัน ช่วยให้ทารกอบอุ่นเมื่อเกิดมาสู่โลกกว้างแล้วได้ยินเสียงคุ้นหู จากความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้พอจะเห็นได้ว่าเสียงที่พ่อแม่พูดกัน เป็นคำพูดนุ่มนวลของลูกได้ยินแล้วมีความอบอุ่น อารมณ์ดี ช่วยพัฒนาสมองได้อย่างดีโดยไม่ต้องอาศัย ?prenatal tapes? หรือเครื่องมือช่วยการกระตุ้นการได้ยินต่างๆ

เสียงที่ดังมากทำอันตรายต่ออวัยวะการได้ยิน ของทารกในครรภ์ได้มากน้อยเพียงไ

นักวิจัยหลายท่านตั้งคำถามว่า เมื่อเรารู้แล้วว่าทารกในครรภ์มารดาสามารถได้ยินตั้งแต่อายุ 6 เดือน แล้วเสียงดัง ๆ จะทำอันตรายต่ออวัยวะการได้ยินของทารกไหม? คำตอบเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้มีการทดลองในสัตว์ทดลองพิสูจน์แล้วว่าเสียงที่ ดังมาก ๆ จะทำอันตรายต่อเซลล์รับคลื่นเสียง (Hair cells) ซึ่งความหนักเบาของเสียงจะกระทบเซลล์รับคลื่นเสียงเหมือนคีย์เปียโน ซึ่งกระเทือนต่อไปยังเส้นประสาท เมื่อถูกกระแทกอย่างแรงจะเกิดภยันตราย ทำให้เกิดความบกพร่องด้านการได้ยินอย่างถาวรได้

มี หลักฐานจากการศึกษาทดสอบการได้ยินของเด็กอายุ 6-10 ปี ที่เกิดจากมารดาขณะตั้งครรภ์ทำงานในสถานที่หรือโรงงานที่มีเสียงดังเช่น โรงทอผ้า พบว่าลูกของแม่เหล่านี้มีภาวะบกพร่องด้านการได้ยินสูงกว่า ดังนั้นจึงแนะนำว่าหญิงตั้งครรภ์ไม่ควรจะอยู่ในที่ที่มีระดับเสียงสูงกว่า 85 เดซิเบล ทารกที่เกิดก่อนกำหนดจะเสี่ยงต่อภยันตรายจากเสียงได้ เพราะทารกเหล่านี้ไม่มีหน้าท้องแม่เป็นกำแพงกันเสียง และยังต้องการการดูแล ซึ่งต้องใช้เครื่องมือ เช่นเครื่องช่วยหายใจ และเครื่องที่ติดตั้งเครื่องเสียงขึ้นเพื่อวัดสัญญาณชีพต่าง ๆ ถ้าผิดปกติเครื่องจะส่งเสียงเตือน การดูแลทารกแรกเกิดจึงยอมรับกันว่าจะต้องลดเสียงสัญญาณต่าง ๆ ให้มากที่สุด (ดูระดับของเสียงในชีวิตประจำวันได้ข้างล่าง)

ความดังของเสียงที่มีในชีวิตประจำวันเป็นกี่เดซิเบล

พัฒนาการ

เดชิเบล ชนิดของเสียง

  • 0 = เสียงที่คนฟังบอกไม่ได้เป็นเสียงอะไร
  • 20 = เสียงกระซิบเบา ๆ
  • 40 = เสียงที่มีอยู่ในบ้านทั่วไป
  • 60 = เสียงสนทนาปกติ
  • 80 = เสียงโทรศัพท์ เสียงจราจรที่พลุกพล่าน
  • 100 = เสียงรถไฟฟ้า เสียงปั้มน้ำ
  • 140 = เสียงเครื่องบินไอพ่น ที่บินเหนือศีรษะประมาณ 100 เมตร ซึ่งผู้ฟังจะรู้สึกปวดหู และเกิดการบาดเจ็บของประสาทหูได้
ประสาทหูรับคลื่นเสียงได้อย่างไร เสียงเมื่อผ่านรูหูเข้ากระทบกับแก้วหูซึ่งส่งแรงสั่นสะเทือนไปยังกระดูกหูเล็ก ๆ 3 ชิ้นซึ่งเรียกตามรูปร่างมีกระดูกรูปทั่ง กระดูกรูปค้อน และกระดูกรูปโกนซึ่งส่งแรงสั่นสะเทือนส่งต่อเข้าไปทางช่องเล็ก ๆ ให้ผ่านแรงสั่นสะเทือนไปยังขนเส้นเล็กๆ ซึ่งรับแรงสั่นสะเทือนแล้วเปลี่ยนเป็นกระแสไฟฟ้าประสาท เป็นการสื่อสารข้อมูลรายละเอียดของเสียงเดินทางผ่านเส้นประสาทไปยังสมอง
 
การกระตุ้นพัฒนาการด้วยเสียงแบบใดดี ดังได้ทราบแล้วว่าทารกและเด็กที่ได้ยิน ได้ฟังคนรอบข้างพูด ทำให้เด็กเรียนรู้ภาษาและใช้ภาษาได้ดีเมื่อโตขึ้น การเจริญเติบโตนั้นมีขึ้นตั้งแต่ทารกอยู่ในครรภ์ เสียงนุ่มเบาอ่อนโยนของแม่ และคนรอบข้าง การพูดสม่ำเสมอ อ่านนิทานให้ฟังหลายเรื่องในแต่ละวัน ตั้งแต่แรกเกิดต่อไปเรื่อยจนถึงวัยก่อนเรียน และชั้นประถมตอนต้น จะช่วยให้ใยประสาททอดเจริญเติบโตประสานการสื่อสารไปได้เรื่อย ๆ เป็นการเจริญ เติบโตที่พัฒนาต่อเนื่อง ซึ่งต่างกับพัฒนาการด้านการเห็น ซึ่งมีช่วงเวลาวิกฤตต้องแก้ไขให้เห็นเร็วที่สุดภายในเวลา 2-3 เดือนหลังเกิดถ้าทารกไม่ได้ยินเสียง หากทราบเร็วก็สามารถช่วยเหลือโดยการใช้เครื่องช่วยฟัง การได้ยินจะช่วยให้เด็กพัฒนาด้านภาษาและอารมณ์ เสียงเพลงกล่อม และดนตรีทำให้เกิดความสุข ส่งเสริมให้เด็กได้เกิดพัฒนาการด้านการเรียนรู้ ความเข้าใจและมีเหตุผล

ขอขอบคุณ ที่มา : นิตยสารรักลูก ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต




บทความน่าสนใจ

วิธีอาบน้ำให้ทารกอย่างถูกวิธี

ฟันดี เริ่มที่เหงือกดี

อาหารเด็ก..ข้าวบดกระต๊าก กระต๊าก

ดูแลสองเต้าอย่างเข้าใจ

อาหารเด็ก..มะเขือเทศยัมมี่

อาหารเด็ก..กุ้งพันแห