Menu PSTIP

7 สัญญาณแม่ท้องต้องระวัง

7 สัญญาณแม่ท้องต้องระวัง

7 สัญญาณแม่ท้องต้องระวัง

7 สัญญาณแม่ท้องต้องระวัง

ระหว่างตั้งครรภ์นั้นคุณแม่อาจมีอาการเจ็บโน่น ปวดนี่บ่อยครั้ง จนทำให้ลังเลว่าควรจะไปหาหมอดีหรือไม่ แล้วอาการแบบไหนถึงเรียกว่าอันตราย ลองเช็กดูได้จากสัญญาณอันตราย 7 อย่างในระหว่างตั้งครรภ์ที่เรารวบรวมมาให้ เพราะเป็นสัญญาณความไม่ปกติที่คุณแม่ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วนค่ะ

1. เลือดออก ในไตรมาสแรกอาจเกิดจากแท้งคุกคาม (Threatened Abortion) การตั้งครรภ์ที่ผิดปกติ เช่น ตั้งครรภ์นอกมดลูก การตั้งครรภ์ที่มีแต่ถุงน้ำไม่มีตัวเด็ก (Blighted Ovum) หรือการตั้งครรภ์มีตัวเด็กแต่เสียชีวิตไปแล้ว ปริมาณของเลือดที่ออกอาจเป็นได้ตั้งแต่ไม่มากติดชุดชั้นใน หรือออกมากอาจมีหรือไม่มีอาการปวดท้องร่วมด้วย ซึ่งต้องรีบปรึกษาแพทย์เพื่อซักประวัติ ตรวจร่างกายและทำอัลตร้าซาวนด์

  • ในไตรมาสที่ 2 เลือดที่ออกอาจเกิดจากรกเกาะต่ำ การอักเสบของปากมดลูก หรือการแท้งบุตรเกิดขึ้นได้
  • ในไตรมาสที่ 3 อาจเกิดจากการเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด ซึ่งจะมีอาการเจ็บท้อง ท้องแข็งร่วมด้วย อาจเกิดจากรกเกาะต่ำรกลอกตัวก่อนกำหนด ซึ่งถ้าเป็นมากทารกอาจเสียชีวิตได้ สรุปถ้าตั้งครรภ์แล้วมีเลือดออก สิ่งที่ควรทำคือรีบไปพบแพทย์ทันที

2. ลูกในท้องดิ้นน้อยลง โดยปกติคุณแม่จะเริ่มรู้สึกว่าลูกดิ้นประมาณอายุครรภ์ 16-20 สัปดาห์ ท้องแรกจะรู้สึกช้ากว่า จากนั้นจะเริ่มรู้สึกชัดและดิ้นแรงขึ้นเป็นลำดับ คุณแม่ควรสังเกตการณ์ดิ้นของลูก หากดิ้นน้อยผิดสังเกตควรรีบพบแพทย์ สำหรับในไตรมาสที่ 2-3 ลูกควรจะดิ้นอย่างน้อย 10-12 ชุดต่อวัน คือนับจากเริ่มดิ้นจนหยุดดิ้นเป็น 1 ชุด

  • เมื่อเข้าไตรมาสที่ 3 ปลายๆ แล้วการดิ้นของลูกอาจเปลี่ยนแปลงไปคุณแม่บางคนอาจรู้สึกว่าลูกดิ้นน้อยลง ทั้งนี้เป็นเพราะลูกตัวใหญ่คับในมดลูกมากขึ้น การขยับตัวจะเป็นไปในลักษณะการโก่งตัวหรือเหยียดแขนขา ซึ่งบางครั้งอาจทำให้รู้สึกเจ็บได้ อย่างไรก็ตามหากรู้สึกว่าลูกดิ้นน้อยลงผิดสังเกตหรือไม่ดิ้นเลยควรรีบปรึกษาแพทย์

3. คลื่นไส้อาเจียน ในไตรมาสแรกมักเกิดจากอาการแพ้ท้องซึ่งเป็นผลจากฮอร์โมนของการตั้งครรภ์ จะมีอาการน้อยลงหรือไม่มีอาการเลยในไตรมาสที่ 2 หากพอรับประทานอาหารดื่มน้ำได้ไม่ต้องพบแพทย์ แต่หากอาการเป็นมากรับประทานอะไรไม่ได้เลย มีหน้ามืดเป็นลมควรไปพบแพทย์เพื่อได้รับสารน้ำเพื่อชดเชยสารอาหาร เกลือแร่ที่เสียไป นอกจากนั้นคุณแม่ที่มีอาการของโรคกระเพาะอาหารอาจมีอาการมากขึ้นได้ หากถ่ายเหลวร่วมด้วยมักเกิดจากอาหารเป็นพิษหรือลำไส้อักเสบ

  • ในไตรมาสที่ 3 หากคุณแม่มีอาการคลื่นไส้อาเจียนอาจเกิดจากมดลูกที่โตมากมากดเบียดกระเพาะอาหาร เมื่อรับประทานอาหารมากๆ หรือกินเร็ว อาหารไม่ย่อย อาจเกิดเป็นแก๊สในกระเพาะอาหารคลื่นไส้อาเจียนมากขึ้นได้ แต่ถ้าอาการคลื่นไส้เกิดร่วมกับความดันโลหิตสูง บวม ร่วมกับมีอาการจุกแน่นบริเวณลิ้นปี่ควรนึกถึงภาวะครรภ์เป็นพิษซึ่งอันตรายมาก ควรพบแพทย์ทันที

4. มดลูกบีบตัว การบีบตัวของมดลูกมักเกิดในไตรมาสที่ 3 โดยที่จะรู้สึกตึงโดยไม่รู้สึกเจ็บ อาจตึงเป็นพักๆ ไม่สม่ำเสมอ อาการเช่นนี้เรียกว่า Braxton Hicks Contraction ซึ่งไม่มีอันตราย แต่ถ้าการบีบตัวของมดลูกเกิดแรงขึ้นถี่มากขึ้นเรื่อยๆ นอนพักไม่หาย มีมูกเลือดร่วมด้วยอาจเป็นอาการเตือนเมื่อเข้าสู่การคลอด หรือหากยังไม่ครบกำหนดอาจจะเป็นอาการของการเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด ซึ่งควรรีบไปพบแพทย์ทันที

5. ถุงน้ำคร่ำแตก ถุงน้ำคร่ำแตกรั่วเป็นการแสดงอย่างหนึ่งของการเข้าสู่การคลอดแต่ถ้าอายุครรภ์ยังไม่ถึงกำหนด การที่ถุงน้ำคร่ำแตกรั่วจะนำมาสู่การคลอดก่อนกำหนดและการติดเชื้อของทารกได้ ฉะนั้นควรรีบไปพบแพทย์ทันที บางรายอาจสามารถยับยั้งการคลอดได้และให้ยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันการติดเชื้อ แต่บางรายอาจไม่สามารถทำได้ หากอายุครรภ์ก่อนกำหนดมากๆ ภาวะแทรกซ้อนในทารกจะสูงอาจเสียชีวิตหรือเป็นโรคปอดเรื้อรังได้

6. ปวดศีรษะ เจ็บท้องน้อย บวม หากเกิดในไตรมาสที่ 3 มักเป็นอาการแสดงของครรภ์เป็นพิษ ซึ่งหากตรวจพบว่ามีความดันโลหิตสูงและตรวจพบโปรตีนในปัสสาวะร่วมด้วย หากมีอาการดังกล่าวควรรีบไปพบแพทย์ทันที เพราะหากเป็นครรภ์เป็นพิษ เกิดภาวะแทรกซ้อน ชัก ทารกเสียชีวิตในครรภ์ คลอดก่อนกำหนด เลือดออกในสมอง หรือมีภาวการณ์แข็งตัวของเลือดผิดปกติ

อย่างไรก็ตามหากมีอาการบวมเพียงอย่างเดียวโดยไม่มีอาการผิดปกติอื่นๆ ร่วมด้วยมักไม่มีอันตราย ให้นอนยกขาสูง ออกกำลังกาย

7. เป็นหวัดไม่หาย คุณแม่ตั้งครรภ์ทุกคนอาจเป็นไข้หวัดได้ และในขณะตั้งครรภ์ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะเปลี่ยนไป หากพักผ่อนไม่เพียงพอ เครียดกังวล จะทำให้ติดเชื้อไวรัส หรือแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของโรคหวัดได้ อาการทั่วไปคือมีไข้ ปวดเมื่อยตามตัว อาจมีน้ำมูก ไอ เจ็บคอ มีเสมหะร่วมด้วย หากเป็นจากเชื้อไวรัสชนิดไม่รุนแรง พักผ่อนมากๆ ดื่มน้ำ กินยาลดไข้จะหายเองได้ แต่ถ้าเป็นจากเชื้อไวรัสที่รุนแรง หรือแบคทีเรียบางชนิดอาจจำเป็นต้องได้รับยาปฏิชีวนะร่วมด้วย หากมีไข้และอาการต่างๆ มากกว่า 3 วันแล้วอาการไม่ดีขึ้นควรพบแพทย์

คงจะพอไขข้อข้องใจให้คุณแม่ๆ ได้บ้างไม่มากก็น้อย ในขณะตั้งครรภ์คุณควรได้รับการดูแลมากกว่าปกติ แต่ไม่ควรวิตกกังวลจนมากเกินไป เพื่อลูกน้อยจะได้แข็งแรงและปลอดภัยทั้งแม่ลูกค่ะ

ขอขอบคุณ ที่มา : นิตยสาร Modern Mom ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต




บทความน่าสนใจ

อาหารเด็ก..ซุปมักกะโรนีแสนอร่อย

คลอดลูกในน้ำทางเลือกคลอดธรรมชาติ

จิตวิทยาในการเลี้ยงดูลูก

อาหารเด็ก..Chicken Pop

อาหารเด็ก..มีตบอลกลมกลิ้งและมันบดแฮนด์เมด

ลูกน้อยในครรภ์ เดือนที่ 4