Menu PSTIP

ไม่อยากเป็นภูมิแพ้เพราะพักโรงแรมเราช่วยได้

ไม่อยากเป็นภูมิแพ้เพราะพักโรงแรมเราช่วยได้

ไม่อยากเป็นภูมิแพ้เพราะพักโรงแรมเราช่วยได้

ไม่อยากเป็นภูมิแพ้เพราะพักโรงแรมเราช่วยได้

คุณอุตส่าห์หอบผ้าหอบผ่อนไปนอนค้างอ้างแรมตามโรงแรมทั้งที แต่ภูมิแพ้กลับกำเริบหนัก ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น แล้วจะมีวิธีป้องกันอย่างไร คำตอบอยู่ที่นี่แล้วค่ะ

  1. ข้อมูลดีมีชัยไปกว่าครึ่ง สมัยนี้โรงแรมเกือบทุกแห่งมีเว็บไซท์ของตัวเองกันทั้งนั้น ไม่ยากเลยถ้าคุณจะเสิร์ชเข้าไปดูว่าบรรยากาศข้างในเป็นอย่างไร ห้องพักสะอาดแค่ไหน บรรยากาศรอบโรงแรมวุ่นวายจอแจชวนให้เกิดมลพิษหรือเปล่า จากนั้นค่อยตัดสินใจควรจะเสียเงินเข้าไปพักหรือหาที่ใหม่ดี หรือถ้าจะให้ซูเปอร์ชัวร์ยิ่งกว่านั้น ควรถามความเห็นของคนที่เคยไปพักมาแล้วว่าบริการของโรงแรมดีอย่างที่โฆษณาไว้แน่หรือ เพราะภาพที่เห็นในเว็บไซท์เชื่อถือได้แค่ 60% เท่านั้นเอง ไม่มีโรงแรมไหนบ้าพอที่จะหยิบมุมซกมกของตัวเองมาแฉให้ชาวโลกเห็นหรอก ภาพที่มาดี๊ด๊าเรียกแขกอยู่ในเว็บไซท์จึงต้องผ่านการแต่งภาพจัดสีจัดแสงให้ดูสวยกว่าความเป็นจริงอยู่แล้ว
  2. รู้สภาพร่างกายตัวเอง โรงแรมบางแห่งอาจจะเปลี่ยนแต่ผ้าปูที่นอน แต่ไม่ได้ทำความสะอาดฟูกกับผ้าม่านมานานเป็นปี หรืออาจจะใช้น้ำยาทำความสะอาดชนิดที่มีสารตกค้าง ลูกค้าอย่างเราจึงมีหน้าที่ต้องดูแลตัวเอง สังเกตเอาเองว่าตัวเองแพ้อะไร เช่น บางคนแพ้สเปรย์ปรับอากาศ บางคนแพ้ไรฝุ่นจากที่นอนหรือบางคนก็แพ้น้ำยาทำความสะอาดพื้น แล้วแจ้งโรงแรมไปว่าคุณไม่ต้องการให้ใช้ของพวกนี้ในห้องที่จะเข้าพัก กรณีนี้ไม่ใช่ความจุกจิกจู้จี้เพราะฉะนั้นไม่ต้องกลัวถูกเม้าท์ว่าเรื่องมากเอาแต่ใจ แต่มันเป็นการรักษาสุขภาพของตัวเราเอง ถ้าไม่เรียกร้องจนโอเวอร์เกินเหตุ โรงแรมส่วนใหญ่ก็มักจะเห็นใจและทำตามที่ลูกค้าต้องการอยู่แล้ว
  3. มียาประจำตัว ถึงทางโรงแรมจะเปลี่ยนที่นอนหมอนมุ้งตามที่คุณต้องการ แต่บางทีสารเคมีหรือไรฝุ่นที่สะสมอยู่ก่อนหน้านี้อาจถูกกำจัดไปไม่หมด คุณจึงต้องพกยาแก้แพ้ของตัวเองที่ติดไปด้วย เพราะการเที่ยวไปในต่างถิ่นไม่เหมือนอยู่บ้าน ถ้าเกิดอาการหนักขึ้นมาคุณจะมืดแปดด้าน ไม่รู้ว่าต้องไปหาหมอที่ไหน มียาไปเองนี่ล่ะอุ่นใจกว่า
  4. เลือกห้องที่เหมาะกับตัวเอง เรื่องแบบนี้ใครจะไปรู้ดีกว่าตัวเราเอง คนที่แพ้เกสรดอกไม้ไม่ควรพักห้องที่ติดกับสวนหย่อม คนที่แพ้อากาศไม่ควรพักห้องที่หันหน้าไปทางทะเลหรือน้ำตก อย่างนี้เป็นต้น เวลาเลือกห้องพักจึงต้องไม่เลือกจากความสวยงาม หรือความหล่อล่ำน่าจีบของหนุ่มที่พักห้องข้างๆ แต่ให้ดูร่างกายตัวเองว่าอยู่ห้องไหนถึงจะปลอดภัยที่สุด ที่สำคัญทุกห้องควรมีหน้าต่างเปิดโล่งให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก มีแอร์หรือพัดลมช่วยระบายอากาศเสร็จสรรพ และอย่าเลือกห้องที่เคยมีคนสูบบุหรี่ชนิดที่กลิ่นบุหรี่ยังเหม็นคลุ้งอยู่เลยเพราะนั่นล่ะตัวกระตุ้นโรคภูมิแพ้ชั้นยอด
  5. นักสำรวจจำเป็น อย่าฝากชีวิตไว้กับความเมตตาของพระเจ้า ทันทีที่เข้าไปในห้องเราต้องสวมวิญญาณจอมสอดรู้สอดเห็น ซอกแซกสอดแนมให้ทั่วทุกซอกทุกมุม ไล่ไปตั้งแต่เตียงนอน โต๊ะ เก้าอี้ โซฟา ห้องน้ำ มุมห้อง ผ้าม่าน ถ้าเจอจุดสกปรกชวนให้ภูมิแพ้กำเริบ ขอคุณจงใช้สิทธิ์ความเป็นลูกค้าเรียกพนักงานเข้ามาทำความสะอาดใหม่ให้เกลี้ยง ถึงแม่บ้านจะทำไปค้อนขวับๆ ไป แต่อย่างน้อยคืนนี้คุณก็จะได้หลับสนิท ไม่ต้องฝันเห็นปีศาจภูมิแพ้ตามมาราวีละกัน
  6. สลัดสะบัด จัดให้เรียบร้อย ถึงทางโรงแรมจะจัดแต่งทุกสิ่งอย่างไว้เลิศหรูไฮโซด้วยฝีมือนักออกแบบระดับประเทศ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเชื้อโรคมันจะกลัวก่อนล้มตัวลงนอน คุณจึงต้องกรีดนิ้วโชว์แหวนเพชรตลาดนัด ค่อยๆ จับผ้าห่มมาสลัดสะบัดหลายๆ ครั้งเสียก่อน เป็นการเซฟตัวเราไม่ให้ไรฝุ่นไร้สกุลรุนชาติโดดมาจาบจ้วงล่วงละเมิดได้ง่ายๆ
  7. อย่าเข้านอนโดยไม่อาบน้ำ อย่าลืมว่าคุณต้องสู้รบปรบมือกับมลพิษสารพัดสปีชี่ส์กว่าจะไปถึงโรงแรม ถ้าเห็นเตียงปุ๊บก็ล้มตึงลงไปหลับตาพริ้มปั๊บ มลพิษกับไรฝุ่นอาจจะจับมือกันมาสามัคคีชุมนุมจนคุณคันคะเยอไปทั้งคืน นอกจากนี้หลังจากเกลือกกลิ้งบนเตียงของโรงแรมจนสะใจใช่เลยเรียบร้อยแล้ว ตื่นเช้าขึ้นมาก็ต้องอาบน้ำล้างตัวอีกครั้งเพื่อล้างเอาไรฝุ่นและสารเคมีที่ตกค้างอยู่บนเตียงออกอย่าปล่อยให้สารพิษไม่ได้รับเชิญถือโอกาสมารวมตัวกันอยู่บนผิวหนังของเรา จนทริปที่ควรจะสนุกกลายเป็นการทัวร์นอกสถานที่ของโรคภูมิแพ้ไป

ทำให้ได้ตามนี้แล้วคุณจะเป็นฝ่ายชนะโรคภูมิแพ้ ไม่ว่าจะไปเที่ยวที่ไหนก็ตาม

ขอขอบคุณ ที่มา : spicy ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

 




บทความน่าสนใจ

เพิ่มประสิทธิภาพการออกกำลังด้วย 4 อุปกรณ์ง่ายๆ

ตรวจสุขภาพกายจากสุขภาพฟัน

มานวดคอกันดีกว่า

ไม่อยากแพ้คีโมต้องแก้แบบนี้

สาวเตี้ยเสี่ยงมะเร็งน้อยกว่าคนสูง

อย่าลืมบริโภคแป้งขาว