Menu PSTIP

สมุนไพร เปราะหอม

สมุนไพร เปราะหอม

สมุนไพร เปราะหอม

สมุนไพร เปราะหอม

สมุนไพร เปราะหอม ชื่อสามัญ Sand Ginger, Aromatic Ginger, Resurrection Lily

สมุนไพร เปราะหอม ชื่อวิทยาศาสตร์ Kaempferia galanga L. จัดอยู่ในวงศ์ ZINGIBERACEAE เช่นเดียวกับเปราะป่า กระชาย กระชายดำ กระชายแดง กระวาน กระวานเทศ ขมิ้น ข่า เร่ว ว่านนางคำ และว่านรากราคะ

สมุนไพรเปราะหอม มีชื่อท้องถิ่นอื่นๆ ว่า เปราะหอมขาว, เปราะหอมแดง, หอมเปราะ (ภาคกลาง), ว่านหอม ว่านแผ่นดินเย็น ว่านตีนดิน (ภาคเหนือ), เปราะ (ภาคใต้), ว่านนกยูง ว่านหาวนอน (เชียงใหม่), ซู (แม่ฮ่องสอน) เป็นต้น

ลักษณะของเปราะหอม

ต้นเปราะหอม จัดเป็นพืชล้มลุก มีอายุราวหนึ่งปี ทั้งเปราะหอมขาว และเปราะหอมแดง เป็นไม้ลงหัวจำพวกมหากาฬ มีลำต้นเป็นหัวอยู่ใต้ดิน หรือที่เรียกว่า “เหง้า” เนื้อภายในของเหง้ามีสีเหลืองอ่อน และมีสีเหลืองเข้มตามขอบนอก และมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว มีรสเผ็ดขม เป็นพืชที่ชอบดินร่วนปนทราย มีความชุ่มชื้นพอเพียง เจริญเติบโตได้ดีในที่ร่ม เจริญเติบโตในช่วงฤดูฝน พอย่างเข้าฤดูหนาวต้นและใบจะโทรมไป และพบได้มากทางภาคเหนือ ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการใช้เมล็ดหรือแยกหัว

ใบเปราะหอม มีใบเป็นใบเดี่ยว แทงขึ้นมาจากหัวหรือเหง้าใต้ดินประมาณ 2-3 ใบ และแผ่ราบไปตามพื้นดิน หรือวางตัวอยู่ในแนวราบเหนือพื้นดินเล็กน้อย เนื้อใบค่อนข้างหนา ลักษณะของใบเป็นรูปค่อนข้างกลมหรือเป็นรูปไข่ป้อม มีขนาดกว้างประมาณ 5-10 เซนติเมตร และยาวประมาณ 7-15 เซนติเมตร ปลายใบแหลม ส่วนโคนใบมนหรืออาจเว้าเล็กน้อย บางครั้งอาจพบว่าขอบใบมีสีแดงคล้ำๆ มีขนอ่อนๆ อยู่บริเวณท้องใบ ส่วนก้านใบมีลักษณะเป็นกาบ มีความยาวประมาณ 1-3 เซนติเมตร

ใบอ่อนเปราะหอม ลักษณะม้วนเป็นกระบอกออกมาแล้วค่อยแผ่ราบบนหน้าดิน ในหนึ่งต้น จะมีประมาณ 1-2 ใบ ลักษณะของใบมีรูปร่างทรงกลมโตและยาวประมาณ 5-10 เซนติเมตร หน้าใบหรือหลังใบมีสีเขียว ส่วนท้องใบนั้นถ้าหากเป็น “เปราะหอมขาว” จะมีท้องใบสีขาว แต่ถ้าหากเป็น “เปราะหอมแดง” ท้องใบนั้นจะมีสีแดง ใบมีกลิ่นหอม ใบจะงอกงามในช่วงหน้าฝน และจะแห้งเหี่ยวไปในช่วงหน้าแล้ง

ดอกเปราะหอม ออกดอกรวมเป็นช่อ มีความประมาณ 2-4 เซนติเมตร มีดอกประมาณ 4-12 ดอก โดยออกดอกตรงกลางระหว่างใบ ดอกมีสีขาวหรือสีขาวอมชมพูแต้มด้วยสีม่วง ในแต่ละดอกจะมีกลีบประดับ 2 กลีบรองรับอยู่ โดยใบและต้นนั้นจะเริ่มแห้งเมื่อออกดอก

สรรพคุณเปราะหอม

  1. การศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาพบว่า ว่านเปราะหอม หรือ เปราะหอม มีฤทธิ์ในการต่อต้านอนุมูลอิสระ (หัว)
  2. ใช้เป็นยาแก้ปวดศีรษะ มีคลายเครียด ด้วยการใช้ทั้งหัวและใบนำมาโขลก ใส่น้ำพอชุ่ม แล้วเอาไปชุบนำมาใช้คลุมหัว หรือจะใช้เฉพาะหัวนำมาตำคั้นเอาน้ำไปผสมกับแป้ง หรือว่านหูเสือ ก็จะได้แป้งดินสอพองไว้ทาขมับแก้อาการปวดศีรษะ (หัว,ใบ)
  3. ใช้เป็นยาบำรุงหัวใจ บำรุงประสาท ด้วยการใช้หัวผสมลงในยาหอม (หัว)
  4. หัวเปราะหอมนำมาต้มหรือชงกิน จะช่วยในการนอนหลับได้เป็นอย่างดี และยังช่วยลดความเครียดได้อีกด้วย (หัว)
  5. น้ำคั้นจากใบและเหง้าใช้ป้ายคอ ช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอได้ (ใบ,หัว)
  6. น้ำคั้นจากใบและเหง้าใช้ล้างศีรษะเพื่อช่วยป้องกันการเกิดรังแค รักษาอาการหนังศีรษะแห้ง (ใบ,หัว)
  7. น้ำมันหอมระเหยจากหัวมีฤทธิ์ทำให้กล้ามเนื้อเรียบของลำไส้เล็กคลายตัว ช่วยบรรเทาอาการปวดท้องและช่วยขับลม แก้อาการท้องอืดได้ คนสมัยก่อนจึงนำมาทาที่ท้องเด็กคล้ายๆ กับมหาหิงคุ์ (หัว)
  8. ใช้เป็นอาหารช่วยบำรุงกระเพาะอาหารและลำไส้ (ใบ)
  9. ช่วยบรรเทาอาการปวด ด้วยการใช้หัวนำมาโขลกหรือทุบใส่น้ำให้พอชุ่ม นำผ้ามาชุบแล้วใช้พันบริเวณที่มีอาการปวดบวม จะช่วยลดอาการปวดได้ จากสรรพคุณจึงนิยมนำมาใช้ทำเป็นลูกประคบ หรือนำมาเคี่ยวกับน้ำมันไว้ใช้ทาแก้อาการปวดเมื่อย โดยอาจจะใช้ว่านหอมเพียงอย่างเดียว หรือจะผสมกับสมุนไพรอื่นๆ ด้วยก็ได้ (หัว)
  10. หัวนำมาตำใช้พอกบริเวณที่เป็นฝี จะช่วยอาการอักเสบได้ (หัว)

ขอขอบคุณ ที่มา : หนังสือสมุนไพรพื้นบ้าน และ วิกิพีเดีย ภาพประกอบอินเตอร์เน็ต




บทความน่าสนใจ

อาหารแต่ละมื้อสำคัญจริงหรือ

ประโยชน์ดีๆ ที่มีในลูกเดือย

อันตรายจากจานชามเมลามีน

ลดโรคซึมเศร้าง่ายๆ ได้ด้วยการทานผักและผลไม้

สมุนไพร หญ้าขัด

อะโวคาโดกินแล้วสวย