Menu PSTIP

สมุนไพร ตองแตก

สมุนไพร ตองแตก

ตองแตก สรรพคุณ-ประโยชน์ 24 อย่าง

สมุนไพร ตองแตก

สมุนไพรตองแตก มีชื่อท้องถิ่นอื่นๆ ว่า นองป้อม ลองปอม (เลย), ตองแต่ (ประจวบคีรีขันธ์), ทนดี (ตรัง), เปล้าตองแตก (ภาคตะวันตกเฉียงเหนือ), ถ่อนดี (ภาคกลาง), โทะโคละ พอบอเจ๊าะ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน), ยาบูเวอ หญ้าโวเบ่อ (เงี้ยว-แม่ฮ่องสอน) เป็นต้น

สมุนไพรตองแตก ชื่อวิทยาศาสตร์ Baliospermum montanum Muell. Arg. (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Baliospermum axillare Blume, Baliospermum solanifolium (Burm.) Suresh)

ลักษณะของตองแตก

ต้นตองแตก จัดเป็นพรรณไม้พุ่มขนาดเล็ก มีความสูงได้ประมาณ 1-2 เมตร แตกแขนงจากโคนต้น ส่วนลำต้นเป็นสีเขียวมีขนาดประมาณ 1 เซนติเมตร หรืออาจเล็กกว่านี้ เปลือกลำต้นเรียบเป็นสีน้ำตาล ยอดอ่อนมีขนสีขาว เป็นพรรณไม้ที่มีอายุอยู่ได้นานและทนทานตายยาก ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด มีเขตการกระจายพันธุ์ในอินเดีย ปากีสถาน บังคลาเทศ ศรีลังกา ลงมาจนถึงพม่า กัมพูชา ลาว เวียดนาม อินโดจีน คาบสมุทรมาเลเซีย เกาะบอเนียว สุมาตรา ชวา มาลูกู สุราเวศรี เลสเซอร์ เกาะซันดร้า ส่วนในประเทศไทยพบขึ้นทั่วไปตามป่าดิบแล้ง ป่าเบญจพรรณ ป่าไผ่ และตามที่รกร้าง จนถึงระดับความสูง 700 เมตร

ใบตองแตก ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ใบมีขนาดและรูปร่างต่างกัน ใบที่อยู่ส่วนยอดจะมีลักษณะเป็นรูปรีหรือรูปใบหอก มีขนาดกว้างประมาณ 3-4 เซนติเมตร และยาวประมาณ 6-7 เซนติเมตร ส่วนใบที่อยู่โคนต้นขอบใบจะหยักเว้าเป็น 3-5 แฉก ลักษณะของใบจะเป็นรูปไข่แกมขอบขนานหรือเกือบกลม ปลายใบแหลม โคนใบสอบ ตามขอบใบจักเป็นซี่ฟันห่างกันไม่สม่ำเสมอ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 7-8 เซนติเมตร และยาวประมาณ 5-18 เซนติเมตร เนื้อใบบาง เส้นใบด้านล่างเห็นชัดกว่าด้านบน ก้านใบมีลักษณะเรียวยาว มียาวความประมาณ 2-6 เซนติเมตร ยอดอ่อนมีขน

ดอกตองแตก ดอกมีขนาดเล็กสีขาวเหลือง ออกดอกเป็นช่อตามซอกใบ ช่อดอกมีลักษณะเล็กเรียว ยาวประมาณ 3.5-12 เซนติเมตร ดอกเป็นแบบแยกเพศอยู่ในช่อเดียวกัน โดยดอกเพศผู้จะอยู่ตอนบนของช่อและมีจำนวนมาก ดอกมีรูปร่างกลม มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1-2 มิลลิเมตร ไม่มีกลีบดอก แต่มีกลีบเลี้ยง 4-5 กลีบ ฐานดอกมีต่อมประมาณ 4-6 ต่อม มีเกสรเพศผู้ประมาณ 15-20 อัน อับเรณูคล้ายรูปถั่ว ก้านดอกย่อยมีลักษณะเล็กเรียวคล้ายเส้นด้าย ยาวประมาณ 3-5 มิลลิเมตร ส่วนดอกเพศเมียจะอยู่โคนช่อของดอก ไม่มีกลีบดอกเช่นกัน มีกลีบเลี้ยงเป็นรูปไข่ปลายแหลม ขอบจัก ฐานดอกเป็นรูปถ้วยสั้นๆ รังไข่มี 3 พู ก้านเกสรเพศเมียจะแยกออกเป็น 2 แฉก ลักษณะม้วนออก

ผลตองแตก ผลมีลักษณะเป็นพู 3 พู ปลายผลเว้าหรือบุ๋ม มีก้านเกสรเพศเมียติดอยู่ 2 อัน โคนผลกลม มีกลีบเลี้ยงติดอยู่ที่ขั้วผล ผลเป็นสีเขียว ส่วนโคนของผลจะมีสีเข้มกว่าตอนปลาย เมื่อแก่แล้วจะแตกออกตามยาวที่กลางพู แต่ละพูจะมีเมล็ด 1 เมล็ด ลักษณะของเมล็ดเป็นรูปขอบขนาน

สรรพคุณของตองแตก

  1. รากใช้เป็นยารักษาโรคโลหิตจาง (ราก)
  2. ชาวไทใหญ่จะใช้ใบตองแตกตากแห้ง นำมาชงเหมือนชาดื่มแก้อาการง่วง (ใบ)
  3. รากมีสรรพคุณเป็นยาแก้ไข้ ส่วนใบมีสรรพคุณเป็นยาถอนพิษไข้ เมล็ดมีสรรพคุณเป็นยาถ่ายพิษไข้ (ราก,ใบ,เมล็ด)
  4. ใบนำมาต้มกับน้ำกินเป็นยาแก้ร้อนใน (ใบ)
  5. ใบนำมาต้มกับน้ำกินเป็นยาช่วยขับเหงื่อ (ใบ)
  6. ใบนำมาต้มกับน้ำหรือแช่กับน้ำกินเป็นยาแก้โรคหืดหอบ (ใบ)
  7. รากมีรสขมเล็กน้อย ใช้ต้มกับน้ำดื่มหรือฝนน้ำกินเป็นยาถ่ายเสมหะเป็นพิษ (เสมหะเขียวเป็นก้อนหรือบิด) แก้เสมหะ ขับเสมหะ (ราก)
  8. รากใช้ตมกับน้ำดื่มเป็นยาขับลม แก้อาการจุกเสียด แก้ท้องเสีย (ราก)
  9. รากใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาเป็นยาถ่ายหรือยาระบายชนิดที่ไม่รุนแรงมากนัก เหมาะสำหรับคนไข้โรคริดสีดวงทวารที่ใช้ยาดำเป็นยาถ่ายไม่ได้ และเป็นยาถ่ายพิษพรรดึก (อาการต่างๆ ที่เกิดจากท้องผูก ถ่ายเป็นก้อนแข็งคล้ายขี้แพะ) (ราก)หรือจะใช้ใบแห้งนำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาถ่ายก็ได้ (ใบแห้ง)ส่วนเปลือกก็มีสรรพคุณเป็นยาถ่ายเช่นกัน (เปลือก)
  10. เมล็ดใช้เป็นยาถ่ายอย่างแรง (แรงกว่าราก) และภายในเมล็ดจะมีน้ำมันที่เป็นพิษมาก ซึ่งเป็นยารุยาถ่ายอย่างแรงถึงกับถ่ายเป็นน้ำ จึงไม่นิยมใช้กัน (เมล็ด)
  11. ใบใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้โรคกระเพาะ (ใบ)
  12. ใบหรือเมล็ดใช้เป็นยาถ่ายพยาธิ (ใบ,เมล็ด)
  13. รากใช้ต้มกับน้ำกินเป็นยาขับปัสสาวะ (ราก)
  14. ทั้งต้นนำมาต้มกับน้ำอาบ สำหรับผู้หญิงหลังคลอด ช่วงอยู่ไฟ (อยู่เดือน) (ทั้งต้น)
  15. รากใช้เป็นยาแก้อาการบวมน้ำ แก้ดีซ่าน แก้ม้ามอักเสบ (ราก)

ขอขอบคุณ ที่มา : หนังสือสมุนไพรพื้นบ้านล้านนา ภาพประกอบอินเตอร์เน็ต




บทความน่าสนใจ

เพิ่มประสิทธิภาพการออกกำลังด้วย 4 อุปกรณ์ง่ายๆ

ข้อแนะนำสำหรับนักปั่นมือใหม่

เลือดหมู คอหมูย่าง ตัวการทำติดเชื้อ

สาวเฮลท์ตี้กับการกระโดดเชือก

ดูแลฟันปลอมอย่างไรให้ถูกสุขลักษณะ

4 เรื่องต้องระวังระหว่างมีรอบเดือน