Menu PSTIP

ฝึกลูกอย่างไรให้ใช้เงินเป็น

ฝึกลูกอย่างไรให้ใช้เงินเป็น

ฝึกลูกอย่างไรให้ใช้เงินเป็น

ฝึกลูกอย่างไรให้ใช้เงินเป็น

คุณพ่อคุณแม่หลายท่านคงเคยปวดหัวกันมาแล้วเวลาโดนลูกๆ วัยรุ่นรบเร้าให้ซื้อของแบรนเนมหรูๆ ราคาแพงให้ บางคนที่พอมีกำลังทรัพย์ก็อาจจะตัดใจซื้อให้ลูกไปเป็นการตัดปัญหา แต่บางคนอาจจะไม่สามารถหาเงินหาทองมาเนรมิตสิ่งของให้ตามที่ลูกต้องการได้ แล้วจะทำยังไงกันดีคะ สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่เจอปัญหาแบบนี้ เรามีคำแนะนำดีๆ ในการสอนลูกให้รู้จักใช้เงินตั้งแต่ยังเล็ก ลองอ่านกันดูนะคะ 

ถ้าเราลองมองดูเด็กที่ใช้เงินกันมือเติบส่วนใหญ่ จะพบว่าเป็นเด็กที่หาเงินยังไม่ได้ด้วยตัวเอง ไม่รู้ค่าของเงินว่า กว่าที่จะได้มาแต่ละบาทแต่ละสตางค์นั้น ต้องทำงานหนักอย่างไร แต่ที่เรียกร้องเช่นนี้ได้ก็เพราะมีพ่อแม่ที่คอยหามาสนองอยู่ตลอดเวลา ตั้งแต่เล็กจนโต ทำให้เด็กไม่รู้เลยว่า เงินทองเป็นของหายาก เขารู้เพียงว่า ถ้าเขามีบัตรเครดิตหรือ ATM และจำรหัสได้ กดเป็น เงินก็จะไหลมาเทมาก็แค่นั้นเอง และที่เป็นเช่นนี้ ก็คงต้องโทษว่า พ่อแม่ของเขาคงจะไม่ได้สอนให้รู้จักค่าของเงิน เพราะถ้าเขารู้ เขาจะไม่มีวันขอนาฬิกาแสนแพงหรือกระเป๋าถือ ใบละหลายหมื่น ที่พ่อแม่ของเขาหลายคนก็ยังไม่กล้าใช้ เพราะรู้ดีว่า จะต้องทำงานกี่เดือน จึงจะซื้อสิ่งของเหล่านี้ได้นักจิตวิทยาเชื่อว่า พ่อแม่ควรจะสอนให้ลูกรู้จักวิธีใช้เงินให้เป็น และการสอนก็จะต้องเริ่มตั้งแต่เด็กยังเล็กๆ เราต้องการเห็นเด็กๆ เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีทัศนคติที่ถูกต้องในเรื่องการใช้เงิน มีการใช้เงินอย่างฉลาด และจัดการเกี่ยวกับเรื่องเงินทองในชีวิตได้ ในส่วนของพ่อแม่ก็ต้องมีการสอนลูกให้รู้ค่าของเงิน ไม่ใช้อย่างสุรุ่ยสุร่าย หรือกลัวจนไม่กล้าใช้ในสิ่งที่สมควร กล่าวง่ายๆ ก็คือ ต้องสอนให้เด็กๆ ใช้เงินด้วยความรับผิดชอบ

อย่างไรก็ตาม พ่อแม่ทุกคน ควรระลึกไว้เสมอว่า เด็กๆ จะยึดเอารูปแบบที่เขาเห็น จากพ่อแม่ของเขาในทุกเรื่อง รวมทั้งการใช้เงิน ถ้าคุณสั่งสอนเขาว่า เขาจะต้องใช้เงินอย่างเหมาะสม ไม่ฟุ่มเฟือย แต่เขาเห็นคุณดื่มไวน์ขวดละแสน ต่อให้คุณสอนจนปากเปียกปากแฉะ เขาก็จะไม่ทำตามที่สอน เพราะคุณไม่ได้เป็นตัวอย่างที่ดีให้เขาเห็นเด็กทุกคนจะไม่ทำตามผู้ใหญ่สอน แต่เขาจะทำตามที่เขาเห็นพ่อแม่ทำ ดังนั้น ก่อนจะสอนอะไรแก่เขา พ่อแม่ควรสำรวจตัวเองด้วยว่าคุณได้ทำตัวอย่างที่ดีตามที่คุณสอนแล้วหรือยัง ค่านิยมของคุณเป็นอย่างไรในเรื่องของการใช้เงินการสอนให้ลูกรู้จักการใช้เงินอย่างรู้ค่านั้น ควรจะต้องเป็นไปตามวัยของเด็กด้วยนะคะ เริ่มจากเมื่อลูกของคุณยังเป็นเด็กเล็ก อายุประมาณ 3-6 ขวบ พ่อแม่อาจให้ลูกเริ่มหัดแยกขนาดของเหรียญต่างๆ เป็นกลุ่มๆ เช่น เหรียญบาท เหรียญห้า หรือเหรียญสิบบาท รวมทั้งอาจจะให้เด็กรู้จักแยกขนาด ของธนบัตรสีต่างๆ พอเด็กโตหน่อยก็สอนให้รู้จักแลกธนบัตรกับเหรียญ หรือหัดทอนสตางค์เป็นต้น

ในช่วงนี้ หากคุณพาลูกไปยังซูเปอร์มาเกต ก็อาจจะสอนให้เขาหัดดูราคาของที่ติดไว้ที่ป้าย และพูดอธิบายให้ลูกฟังอย่างง่ายๆ ว่า ของแต่ละชิ้นมีราคาต่างกันอย่างไร การสอนเช่นนี้ มิได้หมายถึงให้เด็กต้องจดจำราคาสิ่งของที่คุณซื้อ แต่ให้เขาเริ่มมีความเข้าใจว่า ของทุกอย่างที่คุณแม่ซื้อใส่ตะกร้านั้นล้วนมีราคา และราคาจะถูกแพงต่างกันออกไป คุณพ่อคุณแม่อาจจะทำให้การไปซูเปอร์มาเกต เป็นสิ่งที่สนุกสนานและเป็นการเรียนรู้ของลูกในเวลาเดียวกัน โดยเฉพาะเมื่อคนคิดเงินกดป้ายราคาที่ขึ้นบนจอคอมพิวเตอร์ คุณแม่ก็สามารถใช้โอกาสนี้สอนลูกว่า ตัวเลขราคาทั้งหมด ที่ปรากฏบนจอนั้นหมายถึงอะไรในกรณีที่ลูกอยากได้ของเล่นที่ราคาแพง คุณแม่ควรจะตกลงกับเด็กทุกครั้ง ก่อนไปซื้อของว่า คุณจะยอมให้เขาซื้อได้เพียงหนึ่งชิ้น ที่ราคาไม่เกินกี่บาท แล้วให้เด็กตัดสินใจเองว่า เขาอยากจะซื้ออะไรที่อยู่ในช่วงราคาที่คุณกำหนด แต่ถ้าราคาสูงเกินไป นอกเหนือข้อตกลง คุณจะต้องกล้าพอที่จะปฏิเสธเขา (แม้ว่าคุณมีเงินพอที่จะซื้อให้เขาได้ก็ตาม)

การปฏิเสธเด็ก เป็นสิ่งที่พ่อแม่ทุกคนต้องหัดพูดให้เป็น เพราะคุณต้องสอน ให้เขาเข้าใจว่า ในชีวิตจริง เมื่อเขาโตขึ้น เขาอาจจะไม่ได้ในทุกสิ่งที่เขาต้องการความเข้าใจเรื่องนี้ มีคุณค่าอย่างยิ่งกับเด็กๆ เพราะถ้าเขาเรียนรู้ตั้งแต่เด็กแล้ว เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ เขาจะมีความเข้าใจชีวิตที่ถูกต้อง เพราะในชีวิตจริง เราจะพบว่า บ่อยครั้งเราจะไม่ได้ในสิ่งที่เราหวัง และหากพ่อแม่ได้ฝึกลูกตั้งแต่เขายังเด็กอยู่ เขาจะสามารถ " รับมือ " กับความผิดหวังในชีวิตได้ดีกว่าเด็กที่พ่อแม่คอยปรนเปรอทุกอย่างตามที่เด็กปรารถนา เด็กประเภทหลังนี้จะไม่ " แกร่ง " พอที่จะทนกับความไม่สมหวังของชีวิตได้ และจะกลายเป็นเด็กที่เปราะบาง เข้าใจชีวิตไม่ถูกต้อง เรียกร้องแต่จะ " เอา " จากผู้อื่นนอกจากนี้ ในช่วงระยะ 3-6 ขวบ เด็กๆ โตพอที่เราจะสอนในเรื่องของการ "ให้" ได้บ้างแล้ว เช่นในขณะที่เราหยุดรถอยู่ที่ไฟแดง บางทีจะมีเด็กเล็กๆมาเกาะหน้าต่าง ขอเศษเงิน บางคนก็จะพยายามมาเช็ดกระจกหรือขายพวงมาลัย คุณพ่อคุณแม่ก็อาจจะถือโอกาสสอนให้ลูกรู้ว่า จริงๆ แล้ว ไม่ใช่เด็กทุกคนจะมีโอกาสไปโรงเรียน ได้เรียนหนังสือ ไปเที่ยว มีคอมพิวเตอร์เกมเล่นที่บ้าน มีเสื้อผ้าสวยๆ ใส่ หรือมีรถรับส่ง เด็กอีกหลายคนต้องทำงานหาเงินตั้งแต่พวกเขายังเล็กๆ ดังนั้นการที่ลูกมีกินมีใช้ ก็อย่าลืมนึกถึงแบ่งปันให้แก่คนอื่นที่ด้อยโอกาสบ้างและเมื่อถึงวาระสำคัญ เช่น วันเกิดของเขา คุณก็อาจจะพาเขาไปทำบุญวันเกิด โดยเลี้ยงอาหารแก่เด็กกำพร้า เป็นต้น การกระทำเช่นนี้ จะทำให้เด็กมีจิตใจอ่อนโยน รู้จักการเป็นผู้ให้ ไม่ใช่เป็นแต่จะเรียกร้องให้พ่อแม่มาสนองความต้องการของเขาเท่านั้น ..อ่านต่อหน้าสอง




บทความน่าสนใจ

ป้องกันลูกน้อยจากโรคที่มากับเครื่องปรับอากาศ

ภาวะเสี่ยงแท้งป้องกันอย่างไรดี

อาหารเด็ก..ต้มกะหล่ำหมูนุ่ม

อาหารเด็ก..ข้าวต้มปลาสับกับผักโขม

สมอง กับการเรียนรู้

รับมืออาการคันเหงือกของลูกน้อย