Menu PSTIP

สอนลูกตั้งแต่เล็กๆ ให้เป็นเด็ก ว่านอน สอนง่าย

สอนลูกตั้งแต่เล็กๆ ให้เป็นเด็ก ว่านอน สอนง่าย

สอนลูกตั้งแต่เล็กๆ ให้เป็นเด็ก ว่านอน สอนง่าย

สอนลูกตั้งแต่เล็กๆ ให้เป็นเด็ก ว่านอน สอนง่าย

?ต้น อย่ากระโดดบนเก้าอี้ เดี๋ยวตกลงมาหรอก  ต้นอย่ากระโดดบนเก้าอี้  ต้น แม่บอกว่าอย่ากระโดดบนเก้าอี้ไง ?. อย่ากระโดด ยังอีก แม่บอกว่าอย่าทำไง ถ้าทำอีกเดี๋ยวแม่ตีนะ

คุณคงจะปวดศีรษะและหงุดหงิดใช่ไหมคะ ถ้าเจอสถานการณ์ดังตัวอย่างข้างบนนี้ คุณพ่อคุณแม่ส่วนใหญ่ คงจะอยากมีลูกที่ว่านอนสอนง่าย แต่คุณรู้ไหมว่าสาเหตุใหญ่ ที่ทำให้เด็กไม่ค่อยทำตาม คือ เขาไม่รู้จัก การฟัง

เด็กที่รู้จักฟังนั้น จะรู้ว่าเมื่อไหร่ควรจะทำอะไร เมื่อไหร่ไม่ควรทำอะไร เป็นเด็กที่รู้จักการทำตามหน้าที่ อยู่ในระเบียบวินัย และเข้าสังคมกับเพื่อนๆ คุณครู คนรอบข้างได้ดี การที่จะสอนให้ลูกเป็นผู้ฟังที่ดี ปัจจัยหลักขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดูตั้งแต่เล็กๆ การค่อยๆสอนให้ลูกรู้จักการฟังนั้น ยิ่งเริ่มที่อายุน้อยเท่าไหร่ จะยิ่งดีเท่านั้น หลักการมีง่ายๆ ที่จะสอนเด็กวัยเตาะแตะ (1-3 ปี) มีดังนี้ค่ะ

ตาและปากไปด้วยกัน การพูดกับเด็กนั้น พูด 10 ครั้ง ใช่ว่าเด็กจะได้ยิน 10 ครั้ง เนื่องจากเด็กยังไม่สามารถแยกความสนใจที่ตนทำอยู่ กับเสียงพูดได้ ดังนั้น การพูดกับเด็กที่ได้ผลคือ ถ้าเด็กเล่นอยู่กับพื้น ต้องนั่งลงไป หรือ อุ้มเขาขึ้นมา แล้วค่อยพูดกับเขา เพื่อให้เขามีความสนใจกับสิ่งที่เราพูด อีกตัวอย่างหนึ่ง เช่น ถ้าเด็กนั่งอยู่กับโต๊ะอาหาร และเราต้องการพูดให้เขาทานอาหารให้หมด ควรจะนั่งลงไปที่โต๊ะอาหาร แล้วค่อยพูด เพื่อให้เขารับรู้ได้อย่างเต็มที่ ดีกว่าพูดลอยๆขณะที่เราทำอย่างอื่นอยู่ การบอกลูกก่อนนอนก็เช่นเดียวกันนะคะ ควรจะโน้มตัวลงไปบอกข้างหูเขาว่า แม่จะไปแล้วนะ นอนหลับฝันดี เขาจะรับรู้ได้ดี และไม่ตกใจเมื่อเราปิดไฟ

พูดด้วยคำพูดสั้น กระชับ เขาใจง่าย เด็กวัย 1-3 ปี ยังไม่เข้าใจประโยคซ้อน ดังนั้น การคำพูดที่ดี ควรสั้น กระชับ เข้าใจง่าย และตรงประเด็น เช่น ?อย่าเล่นกับปลักไฟนะลูก เพราะว่าไฟอาจจะดูดได้? ควรจะพูดว่า ?ห้ามเล่นปลั๊กไฟ? หรือ ?ข้างนอกพื้นแข็ง หารองเท้ามาใส่นะ เดี๋ยวหนามตำ? ควรพูดว่า ?ใส่รองเท้าก่อนออกนอกบ้าน? (คำพูดที่ยกตัวอย่างนี้ เป็นคำพูดที่ใช้พูดกับเด็ก 1-3 ขวบ นะคะ ถ้าเด็กอายุมากกว่านี้ อาจจะใช้ประโยคที่ว่านี้ได้) พยายามหลีกเลี่ยงคำพูดบอกที่เป็นคำถาม เพราะเด็กในวัยนี้จะไม่เข้าใจ เช่น ?กินข้าวกันดีไหมลูก? เป็นต้น

พูดแล้วทำตามที่พูด ถ้าคุณพูดอย่างหนึ่งกับเด็ก แล้วเปลี่ยนใจไปทำอีกอย่างหนึ่ง จะทำให้เด็กสับสน และเมื่อคุณพูดแล้ว พยายามดูให้ลูกทำตาม ไม่ควรสร้างสถานการณ์ที่เป็นข้อแม้ หรือ การต่อรอง เพราะจะติดนิสัยในอนาคต เช่น ถ้าลูกเล่นของเล่นเพลินๆอยู่ และถึงเวลากินข้าวแล้ว คุณบอกกับแกว่า ?ถึงเวลากินข้าวแล้วลูก? ถ้าแกไม่ยอมหยุดเล่น ให้คุณเดินเข้าไป ค่อยๆเก็บของเล่น แล้วพูดกับแกข้างๆหูว่า ถึงเวลากินข้าวแล้วลูก และอุ้มแกมาที่โต๊ะอาหาร ให้แกทราบว่าคุณพูด มีความหมายตามนั้นจริงๆ

วิธีการสอนลูกที่กล่าวมา คุณไม่จำเป็นต้องพูดเสียงดัง หรือ ขึ้นเสียงดุเขา แต่คุณควรพูดด้วยความนุ่มนวล และจริงจัง ให้คำพูดของคุณมีความหมายในตัวเอง และให้เขารู้ว่า เขาควรจะทำตามเมื่อคุณพูด

ข้อสำคัญอีกอย่างหนึ่งในการฝึกนิสัยที่กล่าวมานี้ให้แก่ลูกของคุณ คือ คุณต้องทำความเข้าใจกับสามี ภรรยา หรือผู้ใหญ่ในบ้าน ให้ปฏิบัติตามให้เหมือนกัน อย่าเข้าเข้าเด็กค่ะ

ขอขอบคุณ ที่มา : นิตยสารเรื่องผู้หญิง ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต




บทความน่าสนใจ

3 ทางเลือกการคลอดสำหรับคุณแม่มือใหม่

อาหารเด็ก..ซุปไก่ตุ๋นมะระหวาน

อาหารเด็ก..เปรี้ยวหวานเต้าหู้ปลา

การฝึกอบรม ฝึกวินัยให้แก่ลูกในวัยเรียน 6-13 ปี

การฝึกนิสัยบางอย่างของเด็กเล็ก

ปัญหาเรื่องน้ำหนักตัวในคุณแม่ตั้งครรภ์