Menu PSTIP

พัฒนาการด้านภาษา ช่วงอายุ 2-3 ปี

พัฒนาการด้านภาษา ช่วงอายุ 2-3 ปี

พัฒนาการด้านภาษา ช่วงอายุ 2-3 ปี

พัฒนาการด้านภาษา ช่วงอายุ 2-3 ปี

เด็กโดยส่วนใหญ่จะสามารถพูดคุยรู้เรื่อง คนอื่นที่แม้ไม่คุ้นเคยกับเด็กมักจะเข้าใจสิ่งที่เด็กวันนี้พูดได้ พัฒนาการด้านความเจ้าใจภาษาของเด็กจะมีความเชื่อมโยงกับสิ่งต่างๆ ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น จึงสามารถข้าใจคำสั่งยาวๆ ที่มากกว่า 1 ขั้นตอนได้ เข้าใจคำบุพบทง่ายๆ ได้ เช่น บนหรือใต้ รวมทั้งคำคุณศัพท์หรือคำที่ใช้ขยายความในประโยชคได้ดี ภาษาพูดโดยเฉลี่ยของเด็กวัยนี้มักจะเป็นประโยคนั้นๆ หรือบางคนสามารถพูดเป็นประโยคยาวๆ คล้ายเล่าเรื่องได้ที่อายุประมาณ 3 ปี เด็กจำนวนหนึ่งอาจพูดคำไม่ชัดบางคำ แต่โดยรวมแล้วคนใกล้ชิดควรฟังเข้าใจได้ หากเด็กคนใดยังพูดไม่ได้ที่อายุ 2 ปี หรือพูดได้น้อยมากภายหลังอายุ 2 ปี ควรพิจารณาว่าเด็กมีภาวะเสี่ยงที่มีปัญหาการได้ยินตั้งแต่ช่วงปริกำเนิดหรือ มีปัญหาทางพัฒนาการด้านอื่นๆ ร่วมด้วยหรือไม่ หากจำเป็นควรนำไปพบปรึกษาแพทย์ต่อไป

เนื่องจากพัฒนาการทางสังคมที่มีมากขึ้น เด็กมักจะเริ่มรู้จักเล่นกับเพื่อนๆ วัยใกล้เคียงกัน พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูควรค่อยๆ สอนให้เด็กรู้จักการใช้ภาษาพูดหรือวิธีการสื่อสารกับผู้อื่นใสถานการณ์ต่างๆ อย่างเหมาะสม ได้แก่ การพูดทักทายพูดบอกความต้องได้อย่างเหมาะสมกับสถานการณ์ เช่น ขอเล่นด้วย หรือแม้แต่บอกปฏิเสธในสิ่งที่ไม่ต้องการ กล่าวของคุณหรือขอโทษ เป็นต้น เด็กในวันนี้อาจจะไม่เข้าใจความหมายของการใช้ภาษาพูดเหล่านี้ในเชิงจริยธรรม หรือคุณธรรมนัก แต่จะช่วยให้เด็กมีทักษะในการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้เป็นอย่างดี

นอกจากคำพูดที่สามารถใช้ได้อย่างเหมาะสมในสังคมแล้ว
เด็กยังควรถูกสอนให้ใช้ภาษาเพื่อสื่อสารบอกอารมณ์หรือความรู้สึกที่เกิดขึ้น ทั้งที่เป็นของตนเองและผู้อื่นได้บ้าง เมื่อเด็กรู้สึกเสียใจเพราะถูกแย่งของเล่น ถ้าผู้ใหญ่พูดสอนให้เด็กเข้าใจว่า อารมณ์ที่เกิดขึ้นนั้นคือเสียใจหรือโกรธ เด็กก็จะสามารถใช้คำพูดเหล่านั้นบอกอารมณ์ของตนเองในครั้งต่อไป ความสามารถในการที่จะรับรู้และเข้าใจอารมณ์ของผู้อื่นได้นั้นมักมีแตกต่าง กันในเด็กแต่ละคน พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูสามารถสังเกตได้จากพฤติกรรมของเด็กเมื่อเกิดเหตุการณ์ ต่างๆ ผู้ใหญ่ในสังคมไทยโดยทั่วไปมักไม่คุ้นเคยกบการสังเกตเรื่องอารมณ์ความรู้สึก ของเด็ก ตลอดจนไม่คุ้นเคยกับการสื่อสารทาง อารมณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการใช้ภาษาพูดหรือภาษาท่าทาง เนื่องจากไม่ใช่สิ่งที่ได้รับการอบรมสั่งสอนกันมา

การใช้สื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือนิทานหรือรายการที่ผ่านสื่อโทรทัศน์ซึ่งเหมาะกับวัย ก็อาจใช้สอนเด็กในสิ่งต่างๆ เหล่านี้ได้บ้าง เช่น ในการเล่านิทาน นอกจากเล่าไปตามเรื่องที่เกิดขึ้น ผู้เล่าควรสอดแทรกแง่มุมที่เป็นการรับรู้หรือแสดงออกทางอารมณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะมีการกล่าวถึงในเนื้อเรื่องหรือไม่ก็ตาม และควรสอบถามความคิดตลอดจนอารมณ์ความรู้สึกของเด็กด้วย เป็นต้น

ขอขอบคุณ ที่มา : นิตยสาร Modern Mom ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต




บทความน่าสนใจ

การดูดกระตุ้นของลูกรัก สร้างน้ำนมที่เพียงพอ

8 ข้อเสียของการกำหนดวันคลอด

เตรียมตัวอย่างไร เมื่อเดินทางช่วงตั้งท้อง

ลูกน้อยในครรภ์ เดือนที่ 7

อาหารเด็ก..ตำลึงผัดไข่

อาหารเมดิเตอร์เรเนียนช่วยตั้งครรภ์ง่ายขึ้น