Menu PSTIP

หลากวิธีรักษาโรคฉบับปลาดิบ

หลากวิธีรักษาโรคฉบับปลาดิบ

หลากวิธีรักษาโรคฉบับปลาดิบ

หลากวิธีรักษาโรคฉบับปลาดิบ

สมัยนี้ใครๆ ก็รู้ว่าในแถบเอเชียนี้เรื่องเทคโนโลยีต้องยกให้ญี่ปุ่น จนน่าสงสัยว่าถ้าไม่มีเทคโนโลยีเข้าช่วย คนญี่ปุ่นจะเอาตัวรอดได้ไหม คำตอบคือได้ค่ะ เพราะเมื่อหลายร้อยปีชาวญี่ปุ่นเขาก็มีวิธีรักษาโรคคแบบภูมิปัญญาชาวบ้านแท้ๆ ที่ไม่ต้องใช้เทคโนโลยีช่วยเลย

วิธีแก้หนาว ถึงประเทศญี่ปุ่นจะอยู่ในโซนเอเชีย แต่เรื่องฤดูกาลกลับไปก๊อบปี้ชาติตะวันตกซะอย่างนั้น คือมี 4 ฤดู ทั้งฤดูร้อน ฤดูฝน ฤดูใบไม้ร่วง และฤดูหนาวที่ไม่ใช่เย็นจนเหงื่อแตกแบบ กทม.บ้านเรา แต่หนาวเจาะลึกเข้าไปถึงสเต็มเซลล์ (แบบว่าเอาไปปลูกถ่ายให้ลูกหลานก็ยังหนาวอยู่เลย) คนญี่ปุ่นเลยเป็นคู่อริกับอากาศเย็นจนต้องหาสารพัดวิธีมาช่วยแก้หนาว วิธีที่ง่ายที่สุดคือการดื่มเหล้าสาเก โดยมีขั้นตอนอันละเมียดดังต่อไปนี้ สเต็ปแรกต้องไปนั่งแช่น้ำร้อนเป็นการวอร์มอัพ จนร่างกายอบอุ่นดีแล้วถึงจะตบท้ายด้วยสาเกร้อนๆ อีก 2-3 จอก พอท้องร้อนฉ่าหน้าเริ่มตึงก็รีบคว้าผ้าห่มขึ้นมาคลุมโปง แค่นี้คุณก็จะหลับสบายหายหนาว ไม่ต้องกลัวว่าไข้หวัดจะมุดเข้ามาเล่นผีผ้าห่มตอนดึกๆ

คุณสมบัติที่แปลกอย่างหนึ่งของเหล้าสาเกก็คือ เหล้าชนิดนี้ดื่มแล้วเมาช้าแต่ถ้าเมาเมื่อไรล่ะก็จะหัวทิ่มหัวตำไปไม่เป็นเข็นไม่ขึ้นกันเลยทีเดียว คนที่คอไม่แข็งแต่จำเป็นต้องพึ่งสาเกแก้หนาว จึงต้องลดความแรงของเหล้าลงด้วยการตอกไข่ลงไปหนึ่งฟอง เพราะไข่ดิบนั้นสามารถต้านพิษได้ กินแล้วอย่างมากก็แค่มึนแต่ไม่ถึงกับเมาปลิ้นสิ้นสติไปคุกเข่ากราบเสาไฟฟ้าเพราะเห็นเป็นหน้าแม่ยาย

สำหรับผู้หญิง ยกเว้นคนที่เป็นมาม่าซัง นอกนั้นจะไม่มีลูกสาวบ้านไหนไปนั่งก๋ากั่นก๊งเหล้าแข่งกับผู้ชาย กุลสตรีทั้งหลายจึงต้องเปลี่ยนไปแก้หนาวด้วยน้ำขิงร้อนๆ หรือน้ำส้มอุ่นๆ แทน บางคนก็กินส้มเผาไฟ เพราะคนญี่ปุ่นเชื่อว่าที่เปลือกส้มอุดมไปด้วยตัวยา ยิ่งถ้าเอาไปเผาไฟร้อนๆ ด้วยล่ะก็ สรรพคุณของยาก็จะยิ่งพาวเวอร์อัพยกกำลังสองยิ่งขึ้น

แต่วิธีแก้หนาวที่พิสดารล้านเจ็ดที่สุดของชาวญี่ปุ่นต้องยกให้วิธีนี้ค่ะพี่น้อง..กินก๋วยเตี๋ยวแก้หนาว!! ถ้าแค่สูดก๋วยเตี๋ยวโฮกฮากเฉยๆ คงไม่แปลกอะไร แต่ที่พิลึกก็คือคนญี่ปุ่นเขาเอาก๋วยเตี๋ยวเข้าไปกินในอ่างน้ำร้อน ที่สำคัญงานนี้เสื้อผ้าไม่เกี่ยวมาแต่ตัวกับชามก๋วยเตี๋ยวอย่างเดียวเท่านั้นหลังจากนู้ดไปกินไปจนหมดชามร่างกายจะอุ่นเข้าไปถึงตับไตไส้ม้าม หายหนาวเป็นปลิดทิ้ง สรุปว่าโป๊ชนะเลิศขนาดไข้หวัดที่ว่าแน่ก็ยังต้องแพ้ชีเปลือย หุหุ!

ยากลางบ้าน เมื่อร้อยปีกว่า ยากลางบ้านทุกชนิดของญี่ปุ่นทำจากวัตถุดิบที่หาได้ในป่า อย่างเช่น ถ้าเจ็บคอต้องกินส้มทั้งลูกเผาไฟ เวลาลูกบ้านไหนปวดฟัน คุณพ่อจะแบกขวานเดินเข้าป่าไปฟันโชะๆๆ จนกิ่งสนร้องด่า เอ๊ย! ร่วงลงมา จากนั้นก็เอาไปเผาให้กลายเป็นขี้เถ้า แล้วเอาขี้เถ้านั้นมาหยอดใส่ฟันซี่ที่ปวด เด็กจะรู้สึกดีขึ้นเอง

เมื่อยากลางบ้านของญี่ปุ่นอยู่ในป่า สิงห์สาราสัตว์เลยต้องถูกเปลี่ยนสเตตัสเป็นตัวยาไปด้วย ที่ฮิตจัดใช้กันตั้งแต่เด็กยันคนแก่ ได้แก่ "กูมาโนอิ" หรือน้ำดีหมี คนญี่ปุ่นถือว่าในบรรดาทุกสิ่งอย่างในตัวหมี ดีของมันนี่ล่ะมีค่าที่สุด เวลาฆ่าหมีได้ก่อนจะแล่หนังไปทำเสื้อเอาเนื้อมากิน นายพรานจะต้องรีบผ่าอกควักเอาดีของมันออกมาก่อน แล้วเอาไปตากแห้งหั่นเป็นชิ้นๆ เก็บไว้ใช้รักษาโรคปวดท้องได้ชะงัดนัก

ส่วนเวลาเป็นไอกรน ชาวปลาดิบจะรักษาด้วยขานกกระยางตากแห้ง ถ้าเป็นโรคซิฟิลิสต้องให้กินสมองลิง ซึ่งก็ไม่รู้ว่าลิงกับกามโรคมันไปมีเอี่ยวเกี่ยวสัมพันธ์กันตรงไหน สำหรับแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก บังเอิญว่าที่เมืองญี่ปุ่นคงไม่มีเย็นเตร็กหรือโทนาฟ เลยเดือดร้อนคางคกที่ต้องถูกจับมาขยำขยี้จนหน้าเขียว พอเจ็บมากๆ คางคกจะปล่อยน้ำมันออกมาทางรูขุมขน ใช้เป็นยาลดอาการแสบร้อนได้เลิศล้ำฉ่ำสมิหราที่สุด

แต่ที่เด็ดสะระตี่ชนิดไม่เม้าท์ไม่ได้แล้ว คงต้องยกให้วิธีรักษาโรคฝีดาษ เพราะโรคนี้เป็นโรคปราบเซียน หมอรักษาเท่าไรก็ไม่หาย มีแต่คนไข้นั่นล่ะที่หายไปจากโลก ชาวปลาดิบเลยเริ่มมั่วนิ่มเอาความผิดไปใส่ร้ายป้ายอุจจาระให้ผีสางนางไม้ว่าเป็นตัวการทำให้เกิดฝีดาษ และบังเอิญผีญี่ปุ่นกลัวสีแดง วิธีรักษาเลยถือคติจะถูกจะแพงต้องแดงเข้าไว้ ด้วยการใส่เสื้อผ้าสีแดง ใส่หมวกแดง ถุงเท้าแดง นอนบนที่นอนสีแดง แม้แต่อาหารการกินก็ต้องกินอะไรที่เป็นสีแดง อย่างเช่นถั่วแดง ข้าวแดง เรียกว่าถ้าใครหลงเข้าไปในญี่ปุ่นช่วงที่เป็นโรคฝีดาษระบาดล่ะก็ จะเห็นแต่หนูน้อยหมวกแดงเดินแดงเถือกไปทั้งเมืองเลยเชียว

ขอขอบคุณ ที่มา : Spicy ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

 




บทความน่าสนใจ

ประวัติจังหวัด พิษณุโลก

วันวิทยุกระจายเสียงแห่งชาติ (25 กุมภาพันธ์)

วันหยุดเขื่อนโลก(14 มีนาคม)

วันขึ้นปีใหม่ 1 มกราคม

ประวัติจังหวัด ลำปาง

ประวัติจังหวัด พิจิตร