Menu PSTIP

ยูนุคต้นตำรับขันทีของโลก

ยูนุคต้นตำรับขันทีของโลก

ยูนุคต้นตำรับขันทีของโลก

ยูนุคต้นตำรับขันทีของโลก

เราคงเคยได้ยินคำว่าขันทีในหนังหรือละครจีนกันบ่อยๆ จนอาจจะคิดไปว่าขันทีคือสินค้าโอท็อปของกรุงปักกิ่ง แต่วันนี้เราจะพาคุณไปรู้จักขันทีสายพันธุ์เพดดีกรีขนานแท้ ผู้เป็นที่มาของผู้ชายไร้อวัยวะเพศทั่วโลก

ยูนุคมาจากไหน ขันทีฉบับออริจินัลเรียกว่า "ยูนุค" แปลว่าปราศจากหนวดเครา เพราะผู้ชายที่ถูกตัดอวัยวะสืบพันธุ์จะสูญเสียฮอร์โมนเพศชายไปด้วย เลยไม่มีหนวดเคราแบบผู้ชายแท้ๆ คาดว่ายูนุคคนแรกของโลกเกิดขึ้นในประเทศอัสซีเรีย ก่อนจะแพร่หลายเป็นที่นิยมไปในแถบเปโสโปเตเมีย แต่ประเทศที่เป็นศูนย์รวมของยูนุคจนเรียกได้ว่าเป็นเทรดมาร์กอย่างหนึ่งของชาติไปเลยได้แก่ตุรกี (สมัยนั้นยังเป็นอาณาจักรอ็อคโตมัน) ในฮาเร็มของมหาราชาและเศรษฐีจะต้องมียูนุคคอยรับใช้ตลอดเวลา เพื่อไม่ให้ผู้ชายเข้าไปเพ่นพ่านเจาะไข่แดงนางในได้ แต่ยูนุคในประเทศนี้ไม่ใช่ชาวเติร์ก เนื่องจากการตอนเป็นข้อห้ามอย่างหนึ่งในศาสนาอิสลาม พวกเติร์กเลยไม่ทำร้ายพรรคพวกตัวเอง แต่ไปเที่ยวจับชาวตะวันตกดวงจู๋ที่ทำมาหากินอยู่แถวนั้นไปทำพิธีแปลงเพศแทน แล้วเอาไปขายเป็นยูนุค

แต่ปรากฏว่ายูนุคชาวตะวันตกนั้นผิวบางทำงานหนักแป๊บๆ ก็แบตเตอรี่หมดสิ้นใจตายซะแล้ว ชาวเติร์กเลยหันไปจับทาสผิวดำจากอียิปต์ อบิสซีเนีย ซูดานแทน ปรากฏว่าได้ผลเป็นที่น่าพอใจ เพราะคนดำนั้นมีน้ำอดน้ำทนหลายร้อยแรงม้า นายจะจ้ำจี้จ้ำไชเท่าไรก็ไม่รู้จักชิ่งหนีไปเกิดใหม่ ในที่สุดยูนุครุ่นหลังๆ จึงกลายเป็นคนผิวดำเกือบหมด และซื้อขายกันในราคาแพงมาก พอยูนุคกลายเป็นสินค้าขายดีมีออเดอร์ท่วมท้นการตะครุบไล่จับเอาทีละคนก็ไม่พอกับความต้องการ พ่อค้าหัวใสเลยใช้วิธีไปตระเวนซื้อคนพื้นเมืองมาจากหัวหน้าเผ่าแอฟริกันแถบลุ่มแม่น้ำไนล์ ไล่ไปถึงไคโร และทะเลทรายซาฮาร่า ซึ่งท่านหัวหน้าเผ่าก็แสนจะมีเมตตากรุณาสมกับเป็นเจ้าคนนายคน พ่อค้ากล้าซื้อท่านก็กล้าขาย และไม่ใช่ขายแค่คนสองคนแต่ไปเป็นแพ็ค ในการล่องเรือแต่ละเที่ยวพ่อค้าจึงได้สินค้ามนุษย์กลับไปครั้งละหลายร้อยคน ระหว่างทางกลับ พ่อค้าทาสก็จะคัดเด็กผู้ชายวัยกำลังเหมาะมาโมดิฟายให้เป็นยูนุค โดยทำกันในทะเลทราย เนื่องจากคนที่ถูกตัดอวัยวะเพศมีโอกาสตายสูงมาก หลังจากหั่นจุ๊ดจู๋โยนให้เป็ดกินเรียบร้อยแล้ว พ่อค้าต้องรีบเอาตัวเด็กที่ถูกตอนฝังลงในทรายให้โผล่ขึ้นมาแต่คอ เพื่อให้ความร้อนทำให้แผลแห้งโดยเร็วที่สุด ที่เหลือก็เป็นหน้าที่ของเด็กๆ ที่จะต้องวัดดวงกันเอาเอง ใครร่างกายอ่อนแอ วิญญาณก็จะสะบัดบ๊อบออกจากร่างกันในหลุมนั่นล่ะ ส่วนคนที่แข็งแรงรอดตายมาได้ก็จะถูกจับขึ้นเรือเอาไปขายในตลาดต่อไป

ชีวิตในวัง ในวังต้องห้ามของจีนข้าราชบริพารทั้งหมดจะต้องมีหนังหน้าประเทืองสายตาให้ฮ่องเต้เห็นแล้วกระดี๋กระด๊ากระชุ่มกระชวย แต่สำหรับยูนุคในวังอ็อคโตมันกลับตรงกันข้าม เด็กที่หน้าตาดีมักไม่เข้ารอบเพราะนอกจากองค์สุลต่านแล้ว สาวๆ ในฮาเร็มจะไม่ได้เห็นผู้ชายอีกเลยตลอดชีวิต จึงต้องเลือกยูนุคที่ขี้เหร่ไปคอยรับใช้ จะได้ไม่เกิดการเปรียบเทียบให้พวกสาวๆ นึกขึ้นมาได้ว่าโลกข้างนอกยังมีผู้ชายที่ไม่พะโล้อ้วนดำเป็นฉลาม วาฬเกยตื้นอีกนะพวกเรา (ว่าแล้วแม่ก็หนีออกจากวังมันซะเลย)
ยูนุคแต่งงาน

ถึงยูนุคจะไม่มีอวัยวะสืบพันธุ์แต่ก็ใช่ว่าจะต้องเป็นโสดเสมอไป ในฮาเร็มเป็นเรื่องธรรมดามากที่ยูนุคจะไปถูกใจนางทาสสาวๆ จนตกลงแต่งงานกัน เพียงแต่ถ้าใครแต่งงานแล้วก็จะต้องออกไปจากฮาเร็มเท่านั้นเอง คนยุค 2011 อย่างเราอาจจะคิดว่า ผู้หญิงที่ไหนจะติงต๊องสมองเสื่อมขนาดมาแต่งงานกับยูนุคแต่ขอบอกว่ามีค่ะและมีเยอะด้วย จากบันทึกในสมัยอ็อคโตมันบอกว่ายูนุคบางคนไม่ได้มีเมียแค่คนเดียว แต่สามารถตั้งฮาเร็มหรือที่เรียกโกดังเก็บกิ๊กของตัวเองได้เลย เพราะยูนุคมีค่าตัวแพง คนที่ซื้อไปรับใช้ได้ก็มีแต่เศรษฐีและสุลต่าน เรื่องโบนัสเงินเดือนเลยมากกว่าผู้ชายแท้ๆ ที่เดินแบกกระสอบข้าวสารตามท่าเรือมากนัก

เกร็ดเล็กๆ เกี่ยวกับขันที

  • ถ้าถูกตอนตั้งแต่อายุน้อยๆ ลึงค์ของขันทีบางคนจะงอกขึ้นมาใหม่แถมยังใช้งานได้อีกด้วยแน่ะ
  • ขันทีจีนจะพกหลอดเงินอันเล็กๆ ติดตัวไว้ เวลาจะปัสสาวะก็จะเสียบหลอดเงินนี้เข้าไปที่ซากประวัติศาสตร์ (คำนิยามของสิ่งที่ในอดีตเคยรุ่งเรือง แต่ตอนนี้เหลือแต่ตอไปแล้ว) แล้วปัสสาวะไปตามปกติ
  • ลัทธิขงจื๊อสอนว่าร่างกายคนเราเป็นของที่ได้มาจากพ่อแม่ ห้ามตัดห้ามทำลาย ขันทีจึงต้องเก็บจุ๊ดจู๋ที่ตอนแล้วดองใส่ขวดโหลไว้ เวลาตายก็ให้เอาฝังดินไปพร้อมกับร่างด้วย แต่ในกรณีที่เกิดการสูญหายหรือประสบอัคคีภัย งานนี้ประกันไม่จ่าย แต่สามารถไปซื้อจุ๊ดจู๋เถื่อนที่ขายอยู่ในตลาดมืดมาแทนได้

ขอขอบคุณ ที่มา : Spicy ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

 




บทความน่าสนใจ

ประวัติจังหวัด มุกดาหาร

เรื่องของสีตามประเพณีไทย

ความเชื่อเรื่องเครื่องประดับ

ประวัติจังหวัด สิงห์บุรี

งามอย่างอินเดีย ต้องใส่ส่าหรี

วันพื้นที่ชุ่มน้ำโลก (22 กุมภาพันธ์)