Menu PSTIP

มะเนะกิเนะโกะ น้องเหมียวนำโชค

มะเนะกิเนะโกะ น้องเหมียวนำโชค

มะเนะกิเนะโกะ น้องเหมียวนำโชค

มะเนะกิเนะโกะ น้องเหมียวนำโชค

ถ้าถามว่าสัตว์เลี้ยงที่คุณชอบมากที่สุดคืออะไร? น้องแมวเหมียวต้องเป็นอันดับต้นๆ ในคำตอบของสาวๆ แน่นอนเพราะเป็นสัตว์ที่ขี้อ้อนแถมยังน่ารักน่าเอ็นดู แต่มีเจ้าเหมียวอยู่ชนิดหนึ่งที่นอกจากจะน่ารักน่าเอ็นดูแบบสุดๆ แล้วยังนำโชคดีมาให้ด้วยอีกต่างหาก แมวที่เรากำลังพูดถึงนั่นคือ "มะเนะกิ เนะโกะ" หรือแมวกวัก เป็นรูปปั้นแมวตามความเชื่อของชาวญี่ปุ่นว่าจะนำโชค นำลาภ สำหรับร้านค้าก็จะดึงดูดลูกค้าให้เข้าร้านเช่นเดียวกับนางกวักของไทย หน้าตาของแมวมะเนะกิ เนะโกะ นี้คล้ายคลึงกับแมวพันธุ์พื้นเมืองของญี่ปุ่นชนิดหนึ่งที่ไม่มีหาง ที่เรียกว่า "เจแปนนิส บ๊อบเทล" (Japanese Bobtail)

ตำนานของมะเนะกิ เนะโกะ ก่อนที่เจ้าเหมียว "มะเนะกิ เนะโกะ" จะมีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่นิยมแพร่หลายไปทั่วโลกอย่างในทุกวันนี้ ที่ญี่ปุ่นมีตำนานกล่าวขานถึงที่มาที่ไปของเจ้าเหมียวตัวนี้เอาไว้มากมาย บ้างก็ว่ามีมาตั้งแต่เมื่อ 400 ปีก่อนแต่ตามหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษรชิ้นแรกสุดที่กล่าวถึงเจ้าเหมียวนำโชคตัวนี้ เพิ่งจะปรากฏให้เห็นในช่วงสมัยเมจิ ราวทศวรรษที่ 1870 แต่ที่เราคุ้นหูกันดีจะมีอยู่สองเรื่องคือ

ตำนานเรื่องแรกคือ เรื่องที่เล่ากันว่าเกิดขึ้นในยุคเอโดะ มีหญิงชราคนหนึ่งยากจนมาก แต่นางมีแมวเลี้ยงอยู่ตัวหนึ่งและรักแมวมาก จนในที่สุดก็ไม่สามารถเลี้ยงไหวจึงนำไปปล่อย คืนนั้นเองนางก็นอนเสียใจร้องไห้ทั้งคืน กระทั่งฝันว่าแมวมาบอกกับนางว่าให้ปั้นรูปแมวจากดินเหนียวแล้วนางจะโชคดี เช้าวันรุ่งขึ้นหญิงชราจึงตื่นขึ้นมาปั้นแมวจากดินเหนียวไม่ทันไรก็มีคนแปลกหน้าเดินผ่านหน้าบ้านขอซื้อตุ๊กตาแมวตัวนั้นจากนางไป จากนั้นนางก็เพียรปั้นแมวขึ้นมาอีกตัวแล้วตัวเล่า ตุ๊กตาแมวจากการปั้นของนางก็ถูกคนมาขอซื้อไปตลอดเวลา นางจึงเริ่มมีเงินทองจากการขายตุ๊กตาแมว และสามารถนำแมวเลี้ยงสุดที่รักของนางกลับมาเลี้ยงได้อีกครั้งหนึ่ง

ส่วนตำนานอีกเรื่องเล่าว่า ครั้งหนึ่งมีขุนนางผู้มั่งคั่งร่ำรวยได้เดินเข้าไปหลบพายุฝนอยู่ใต้ต้นไม้ต้นหนึ่งในวัดโกโกคูจิ แล้วจู่ๆ ก็มีแมวของพระรูปหนึ่งในวัดมากวักมือเรียกเขาออกไป ทันใดนั้นฟ้าก็ผ่าลงมายังต้นไม้ทำให้ขุนนางรอดชีวิตอย่างปาฏิหาริย์ ขุนนางจึงขอบอกขอบใจเจ้าเหมียวเป็นอย่างยิ่ง แล้วต่อมาก็ได้เป็นเพื่อนกับพระรูปที่เป็นเจ้าของแมว และทำนุบำรุงบริจาคเงินให้แก่วัดนั้นอย่างมากมาย จากวัดจนๆ ที่พระต้องอดอยาก กลายเป็นวัดที่มีชื่อเสียงโด่งดัง เมื่อแมวตัวนั้นเสียชีวิตก็มีการสร้างอนุสรณ์ให้แก่มันด้วย

ตั้งแต่นั้นมาคนญี่ปุ่นก็เลยเชื่อว่าแมวเป็นสัตว์นำโชค จึงมีการปั้นและวางแมวกวักไว้ตามที่ต่างๆ นับแต่นั้นมา และในปัจจุบันสถานที่ต่างๆ ในประเทศญี่ปุ่นหรือแม้แต่ในประเทศไทยเองก็ตาม สามารถพบเห็นมะเนะกิ เนะโกะอยู่ทั่วไป มีหลากหลายขนาดและสีสัน บางส่วนก็ทำกลไกให้มือซ้ายสามารถขยับในลักษณะกวักเข้าหาตัวได้ด้วย ในขณะที่มืออีกข้างนึงก็ถือเหรียญไว้ เพราะมีความเชื่อว่าถ้าแมวที่เลี้ยงไว้ยกขาหน้าขึ้นเสมอหูข้างซ้ายแล้วจะมีคนมาหา ถ้าเป็นร้านค้าก็จะมีลูกค้าเข้าร้าน
ท่ากวักมือของเจ้าเหมียว

ท่ากวักมือของมิเนะกิ เนะโกะ ตามความเชื่อของชาวอาทิตย์อุทัย ให้ความหมายว่า "เชิญเข้ามา..ยินดีต้อนรับ" ดังนั้นพ่อค้าแม่ขายจึงนิยมนำเจ้าเหมียวไปตั้งไว้หน้าร้านเพื่อเป็นตัวนำโชคและเรียกลูกค้าให้เข้ามาในร้านกันเยอะๆ โดยแมวที่กวักซ้ายหมายถึงเรียกคนเข้าร้าน ถ้ากวักมือขวาเป็นการเรียกเงินทองและความโชคดีเข้าบ้าน และยังเชื่อกันว่าหากเจ้าเหมียวมะเนะกิ เนะโกะยิ่งกวักมือสูงมากเท่าไหร่ยิ่งโชคดีมากเท่านั้น

ความหมายตามสีของน้องเหมียว ตามความเชื่อของชาวอาทิตย์อุทัยนั้น แมวกวักแต่ละสีก็จะมีความหมายที่แตกต่างกันออกไปอีก ได้แก่ แมวกวักสีฟ้า, ขาว เชื่อว่าจะกวักเรียกความสุขมาให้, แมวกวักสีม่วง เชื่อว่าทำให้เจ้าของแมวมีสุขภาพดี, แมวกวักสีเทานั้นเชื่อกันว่าจะทำให้โชคดีๆ เฮงๆ, แมวกวักสีเหลืองจะเป็นเรื่องของเงินทอง โชคลาภ, แมวกวักสีแดง เชื่อว่าจะทำให้ประสบความสำเร็จในชีวิต, แมวกวักสีดำ เชื่อว่าจะคอยป้องกันอันตรายได้, แมวกวักสีเขียวจะช่วยให้สมปรารถนาและโชคดีเรื่องเรียน และแมวกวักสีชมพู เชื่อว่าจะโชคดีเรื่องความรัก นอกจากนี้ยังมีที่สุดของแมวกวักคือแมวสามสีกวักมือซ้าย ที่เชื่อว่าจะทำให้โชคดีที่สุด

ธรรมดาน้องแมวก็เป็นสัตว์ที่น่ารักน่าเอ็นดูอยู่แล้ว ยิ่งมีตำนานที่มีเรื่องเกี่ยวกับความโชคดีเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เจ้าแมวเหมียวมิเนะกิ เนะโกะ เลยยิ่งเป็นที่รักของใครหลายๆ คนเข้าไปใหญ่ ว่าแล้วก็ไปหาแมวกวักสีชมพูมาไว้สักตัวดีกว่า โลกจะได้เป็นสีชมพูกับเขาสักที เมี้ยวววว!!!

ขอขอบคุณ ที่มา : Spicy ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

 




บทความน่าสนใจ

โปรแกรมเมอร์คนแรกของโลก

ประวัติจังหวัด เชียงใหม่

นักวิทยาศาสตร์คนแรกของโลก

ตำนานแม่มดขาว

ติ่มซำ อาหารแห่งหัวใจ

วันพื้นที่ชุ่มน้ำโลก (22 กุมภาพันธ์)