Menu PSTIP

ตำนานรัก พีรามัสกับธิสบีและต้นมัลเบอร์รี่สีแดง

ตำนานรัก พีรามัสกับธิสบีและต้นมัลเบอร์รี่สีแดง

ตำนานรัก พีรามัสกับธิสบีและต้นมัลเบอร์รี่สีแดง

ตำนานรัก พีรามัสกับธิสบีและต้นมัลเบอร์รี่สีแดง

ย้อนกลับไปเมื่อนานมาแล้ว ว่ากันว่าต้นมัลเบอร์รี่สีเข้มที่เราเห็นกันในปัจจุบันแท้จริงแล้วมีสีขาว แต่สาเหตุที่ทำให้กลายมาเป็นสีแดงนี้ เป็นเพราะตำนานรักอันยิ่งใหญ่ของ พีรามัส' กับ ธิสบี' นั่นเอง

พีรามัส' กับ ธิสบี' ทั้งสองอาศัยอยู่ในบาบิลอน นครแห่งราชินีเซมิรามิส บ้านของทั้งสองอยู่ติดกัน มีเพียงผนังกำแพงคั่นกลาง ทั้งคู่เติบโตมาด้วยกันและต่างก็ตกหลุมรักซึ่งกันและกัน ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดก็ตาม พ่อแม่ของทั้งคู่ต่างขัดขวางไม่ให้ทั้งสองคบกัน แต่ความพยายามของทั้งสองก็ไม่ได้หมดลง ยังรักและเฝ้ารอวันที่จะได้แต่งงานกัน

อยู่มาวันหนึ่งทั้งสองค้นพบรอยร้าวเล็กๆ บนกำแพงที่คั่นกลางระหว่างบ้านทั้งสองเอาไว้ เป็นรอยร้าวที่ไม่มีใครในบ้านสังเกตเห็น ทั้งคู่จึงตกลงใช้รูที่เกิดจากรอยร้าวเล็กๆ นี้ในการติดต่อสื่อสารและพูดคุยพลอดรักกันทุกคืน บางครั้งทั้งคู่ก็เจ็บปวดที่กำแพงนี้มาคั่นทั้งสองไว้ ทำให้ไม่อาจสัมผัส กอดหรือจูบเพื่อแสดงความรักต่อกันได้ แต่ลึกๆ ในใจก็ขอบคุณกำแพงนี้ที่สร้างรอยร้าวขึ้นมาเพื่อให้ทั้งคู่ได้พูดคุยกันทุกคืน ยิ่งนานวันไฟรักยิ่งเพิ่มพูนทวีขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งทั้งสองตกลงที่จะหนีไปสร้างครอบครัวด้วยกัน พวกเขาตกลงจะนัดพบกัน ณ สถานที่ที่รู้จักกันดี คือสุสานแห่งไนนัส ใต้ต้นมัลเบอร์รี่สูงใหญ่ที่ออกผลสีขาวราวหิมะ และทั้งคู่ต่างก็รอคอยให้วันนั้นมาถึงเร็วๆ

เมื่อเวลานัดมาถึง ธิสบีมาถึงก่อนพีรามัสชายที่รัก เธอเฝ้ารออยู่ตรงนั้นจนกระทั่งเหลือบไปเห็นสิงโตกำลังดื่มน้ำจากบ่อน้ำใกล้ๆ และเห็นเลือดไหลอาบริมฝีปากสิงโตอย่างน่าสยดสยอง คาดว่าน่าจะเพิ่งขย้ำเหยื่อไปสดๆ ร้อนๆ ธิสบีอยู่ไกลจากสิงโตพอสมควรจึงหลบหนีไปได้ทันก่อนที่สิงโตจะทันสังเกตเห็น แต่ด้วยความรีบร้อนเธอจึงทำผ้าคลุมหล่นไว้ที่พื้น เมื่อสิงโตเดินมาเห็นผ้าคลุมหล่นอยู่จึงตรงเข้าไปขย้ำจนทำให้เสื้อคลุมนั่นขาดวิ่นและเต็มไปด้วยรอยเลือด เมื่อสิงโตพบว่าเป็นเสื้อคลุมว่างเปล่าจึงหายเข้าไปในป่าลึก

ต่อมาเมื่อพีรามัสเดินทางมาถึงยังจุดนัดหมาย เค้าพบเพียงรอยเท้าสิงโตและผ้าคลุมของธิสบีที่ฉีกขาดและเต็มไปด้วยรอยเลือดกองอยู่กับพื้น ด้วยสภาพเหตุการณ์แบบนี้พีรามัสจึงมั่นใจว่าธิสบีสุดที่รักคงโดนสิงโตฆ่าตายแล้วลากศพไปกินแล้วเป็นแน่ เค้าเสียใจมาก กอดผ้าคลุมผืนนั้นร้องไห้และรู้สึกผิดที่ไม่สามารถอยู่คุ้มครองหญิงอันเป็นที่รักของเค้าได้ พีรามัสจึงเดินไปใต้ต้นมัลเบอร์รี่และใช้มีดแทงตัวเองเพื่อที่จะตายตามไปอยู่กับธิสบี เค้าชักดาบออกมาแล้วแทงไปที่สีข้างจนเลือดสาดกระเด็นไปโดนผลมัลเบอร์รี่และย้อมผลมัลเบอร์รี่นั้นจนเป็นสีแดงคล้ำ

แม้ว่าธิสบีจะหวาดกลัวสิงโต แต่เธอก็กลั้นใจเดินกลับมายังที่นัดหมายเพื่อรอคอยพีรามัสคนรักของเธอ เมื่อมาถึงเธอพยายามมองหาต้นมัลเบอร์รี่สีขาวต้นเดิม แต่หาอย่างไรก็หาไม่เจอ จนกระทั่งมองเห็นพีรามัสนอนหายใจรวยรินอยู่ที่พื้นใต้ต้นมัลเบอร์รี่ เธอพุ่งตรงเข้าไปประคองกอดพีรามัสไว้ และมองเห็นผ้าคลุมเปื้อนเลือดเต็มไปด้วยรอยเขี้ยวของสิงโตในมือพีรามัสด้านข้างตัวพีรามัสมีมีดเปื้อนเลือดหล่นอยู่เธอจึงเข้าใจเหตุการณ์ทั้งหมดว่าพีรามัสคิดว่าเธอตายไปแล้วจึงได้ฆ่าตัวตายตามเธอไปธิสบีกอดพีรามัสไว้แน่น ร้องเรียกชื่อเค้าพร้อมกับร่ำไห้อย่างหนัก เธอโน้มตัวลงจุมพิตชายที่รัก และพีรามัสก็ลืมตามองธิสบีเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนความตายจะมาพรากพีรามัสไปจากเธอ

ด้วยความรักที่ยิ่งใหญ่ที่ทั้งคู่มีให้แก่กันธิสบีรู้ดีว่าเธออยู่ไม่ได้แน่ๆ ถ้าไม่มีพีรามัสและพีรามัสยังยอมตายเพื่อจะตามไปอยู่กับเธอ ธิสบีจึงตัดสินใจใช้มีดเล่มนั้นแทงเข้าที่หัวใจเพื่อจะตายตามไปอยู่กับพีรามัส และเลือดของธิสบีก็กระเด็นไปย้อมสีของมัลเบอร์รี่ให้มีสีแดงเข้มยิ่งขึ้น

เหล่าบรรดาเทพเจ้าบนสรวงสวรรค์รวมทั้งพ่อแม่ของพีรามัสและธิสบีล้วนสงสารและเห็นใจต่อจุดจบของความรักที่ยิ่งใหญ่อย่างมาก จึงให้ผลสีแดงของมัลเบอร์รี่เป็นอนุสรณ์ชั่วกาลนานของคู่รักที่แท้จริงและยิ่งใหญ่คู่นี้ นับแต่นั้นมาผลมัลเบอร์รี่จึงมีสีแดงเข้ม เพื่อระลึกถึงเลือดเนื้อที่ทั้งคู่ต่างยอมเสียสละให้แก่คนรัก โดยไม่หวงชีวิตแม้แต่นิดเดียว

ต่อไปนี้เมื่อเราได้เห็นมัลเบอร์รี่ อยากจะให้นึกถึงเรื่องราวความรักที่ยิ่งใหญ่นี้กันด้วยนะคะ อย่างน้อยๆ ก็ช่วยเตือนสติเราได้ว่าเราควรจะให้ความสำคัญกับคนรักในช่วงเวลาปัจจุบันให้มากที่สุด เพราะวันหนึ่งเมื่อเราต้องพรากจากกัน เราจะได้ไม่เสียใจและไม่เสียดายที่เคยได้รักกันค่ะ

ขอขอบคุณ ที่มา : Spicy ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

 




บทความน่าสนใจ

ทรงผมย้อนยุคผู้หญิงจีนโบราณ

วันหยุดเขื่อนโลก(14 มีนาคม)

ขันที เขาฉี่กันยังไง

ต้นไม้ที่คนไทยไม่ชอบปลูกในบ้าน

ประวัติจังหวัด สิงห์บุรี

มหัศจรรย์แห่งสีเหลืองที่คนโบราณเชื่อถือ