ท่องเที่ยว

ประวัติจังหวัด ปัตตานี

ประวัติจังหวัด ปัตตานี

ตราประจำจังหวัดปัตตานี

รูปปืนใหญ่ศรีปัตตานี หรือ นางพญาตานี

Pattani

คำขวัญประจำจังหวัดปัตตานี

เมืองงามสามวัฒนธรรม ศูนย์ฮาลาลเลิศล้ำ ชนน้อมนำศรัทธา ถิ่นธรรมชาติงามตา ปัตตานีสันติสุขแดนใต้

ประวัติจังหวัด เมืองปัตตานี เดิมมี ชื่อเรียก ว่า โกตามหลิฆัย คำ โกตา หมายถึง ป้อม กำแพง และเมือง คำ มหลิฆัย นั้น ให้ความหมาย ไว้สองนัย คือหมายถึง ปราสาท ราชมนเทียร อันเป็นที่ ประทับ ของราชวงศ์ ฝ่ายใน ที่เป็นสตรี และอีกนัยหนึ่ง หมายถึง รูปแบบ พระสถูป เจดีย์ ที่เรียกกัน ในเชิงช่าง ศิลปกรรม ว่า "สถูป ทรงฉัตรวาลี" เป็นสถูป แบบหนึ่ง ในศิลปะ สถาปัตยกรรม ทางพุทธ ศาสนา สมัย ศรีวิชัย

เมืองโกตามหลิฆัยนี้ ถูกทอดทิ้ง ให้ร้างไป ในสมัย ของพญาอินทิรา เนื่องจาก แม่น้ำ ลำคลอง หลายสาย ที่เคยใช้ เป็นเส้นทาง คมนาคม ระหว่าง เมืองโกตามหลิฆัย กับทะเล ได้ตื้นเขิน ทำให้ ไม่สะดวก ในการ ลำเลียง สินค้า เข้าออก ติดต่อ ค้าขาย กับพ่อค้า ต่างประเทศ ปี พ.ศ.๒๐๑๒ ถึง พ.ศ.๒๐๕๗พญาอินทิรา จึงย้ายเมือง โกตามหลิฆัย ไปสร้างเมืองขึ้นใหม่ บนบริเวณ สันทรายปากอ่าว เมืองปัตตานี อยู่บริเวณ หมู่บ้านบานา อำเภอเมือง ปัตตานี ในปัจจุบัน ประจวบกับ พญาอินทิรา ได้เปลี่ยน ศาสนา จากการ นับถือ ศาสนาพุทธ มารับ ศาสนา อิสลาม จึงให้นามเมือง ที่สร้างใหม่ เป็นภาษาอาหรับว่า "ฟาฎอนีย์ ดารุซซาลาม"หรือ "ปัตตานี ดารัสสลาม" แปลว่า "ปัตตานี นครแห่งสันติ" คล้ายคลึงกับชื่อประเทศ "บรูไน ดารุสสลาม" ซึ่งแปลว่า "บรูไน นครแห่งสันติ"

คำ "ปัตตานี" นี้ อาจจะมาจากคำ "ปฺตตน" ในภาษา สันสกฤต แปลว่า เมือง นคร กรุง ธานี ดังจะเห็น ได้จาก ชื่อเมืองหนึ่ง ของ อินเดียใต้ สมัย โบราณ คือเมือง "นาคปตฺตน" เมืองภัทรปตฺตน ในศิลา จารึก สดอกก๊อกธม ของเขมร และ ชื่อของผู้ว่าราชการ เมืองปัตตานี สมัยหนึ่ง ก็มีนามว่า "อำมาตย์ศรีพระปัตตนบุรี ศรีสมุทรเขต (เป๋า สุมนดิษฐ) อีกทั้ง ชื่อของ โรงเรียน สตรี ประจำ จังหวัด ปัตตานี ที่ตั้งขึ้น ในสมัยนั้น ก็ได้รับ การขนาน นามว่า "โรงเรียน สตรี เดชะ ปัตตนยานุกูล"

คำว่า "ปะฏานี"ในภาษาอาหรับ แปลว่า นักปราชญ์ ในภาษาบาลี สันสกฤต "ปตานี" แปลว่าหญิงที่เป็นใหญ่ ส่วนในภาษามลายูนั้น "ปะตานี"หมายถึงชาวนา ราชวงศ์ศรีวังษา

ด้านเมืองปัตตานี ภายหลังจากพญาอินทิรา (INDIRA)ได้ขึ้นครองเมืองในระหว่างปี พ.ศ.๒๐๔๓ - ๒๐๗๓ และได้เข้ารับนับถือศาสนาอิสลาม พร้อมกับได้เปลี่ยนชื่อจากพญาอินทิรา เป็น สุลต่าน อิสมาแอลชาห์ ซึ่งเป็นต้นราชวงศ์ศรีวังษา ผู้นำองค์สุดท้ายของราชวงศ์ศรีวังษาที่ปกครองปัตตานี คือ รายากูนิง (RAJA KUNING) ที่ปกครองปัตตานีในระหว่างปี พ.ศ.2178 ? 2194สุลต่านปัตตานีมากรุงศรีอยุธยา

ระหว่าง พ.ศ. ๒๐๗๓-๒๑๐๗ สุลต่าน มุฏ็อฟฟัรชาห์ (ศรีสุลต่าน) ครองเมืองปัตตานี พระองค์ได้เสด็จมายังกรุงศรีอยุธยาเพื่อเปิดสัมพันธภาพกับประเทศไทย พงศาวดารปัตตานี ระบุว่า สุลต่านได้ถาม สมุหนายกของพระองค์ว่า "ท่านมีความคิดเห็นอย่างไรบ้างถ้าเราจะไปอยุธยา เพราะพระเจ้ากรุงสยามนั้นมิใช่อื่นจากเรา อีกอย่างหนึ่งการที่สองประเทศ อยู่ด้วยกัน ดีกว่าเราอยู่อย่างโดดเดี่ยว" บรรดามนตรีก็เห็นดีด้วยเพราะจะทำให้ ฐานของพระองค์ สูงยิ่งขึ้นในสายตาของเมืองอื่นๆ

พงศาวดารไทยเขียนไว้ว่า ใน พ.ศ. ๒๑๐๖ เมื่อพระเจ้าบุเรงนองขอ งพม่า ยกทัพมาตีกรุงศรีอยุธยา พระยาตานีศรีสุลต่าน หรือ สุลต่าน มุชาฟาร์ชาห์ (Sultan MuzafarSyah) ยกทัพเรือหย่าหยับ ๒๐๐ ลำจากปัตตานี มาช่วยกรุงศรีอยุธยารบกับพม่า พระยาตานีศรีสุลต่านเห็นทหารอยุธยาไม่เข้มแข็ง จึงเป็นกบฏยกกำลังเข้าไปยึดพระบรมมหาราชวัง สมเด็จพระมหาจักรพรรดิต้องทรงลงเรือศรีสักหลาดหนีไปเกาะมหาพราหมณ์ แต่พวกทหารอยุธยารวมกำลังกันไล่พวกพระยาตานีลงเรือหนีกลับไป สมเด็จพระมหาจักรพรรดิจึงเสด็จกลับวังได้ สุลต่านมุชาฟาร์ สิ้นพระชนม์ ขณะเดินทางกลับ สุลต่านองค์นี้คือผู้ที่สร้างมัสยิดกรือแซะที่ปัตตานี

สุลต่านที่มีชื่อเสียงของปัตตานี องค์หนึ่งคือ มันศูรฺชาห์ หรือ มันโซร์ชาห์ (Sultan Mansur Syah) โอรสองค์ที่สาม ของสุลต่าน อิสมาเอลชาห์ ครองเมืองปัตตานี อยู่ แปดปีระหว่าง พ.ศ. 2107-2115 ( ค.ศ. 1564-1572) พระองค์มีโอรสและธิดารวมทั้งสิ้น 6 องค์ คือ เจ้าหญิงฮิเยา,เจ้าหญิงบีรู,เจ้าหญิงอูงู,เจ้าหญิงอามัส กรันจัง,เจ้าชายบะฮฺดูร และเจ้าชายบีมา (โอรสจากมเหสีคนที่ 2 ) เจ้าหญิงอูงู อภิเษก กับสุลต่านเมืองปะหัง ส่วนอามัส กรันจัง สิ้นชีวิตขณะที่ยังเล็ก ก่อนที่สุลต่านมันศูรชาห์ จะสิ้นชีวิต พระองค์ได้ทรงสั่งเสียว่าขอให้ แต่งตั้งเจ้าชาย ปาติกสยาม โอรสของมุฏ็อฟฟัรฺชาห์ พระชนม์ ๕ พรรษา ขึ้นครองราชย์ต่อ




บทความน่าสนใจ

มะเนะกิเนะโกะ น้องเหมียวนำโชค

ประวัติจังหวัด นครศรีธรรมราช

แอปเปิ้ล ผลไม้หลากเรื่องราว

ทรงผมย้อนยุคผู้หญิงจีนโบราณ

ความสวยเป็นเหตุสปายี้มาแรงระดับโลก

โอนิกิริ ข้าวปั้นสุดคาวาอี้