เรื่อง..แม่กู้ได้ ลูกกู้ภัย

ใครๆ ก็รู้ว่าเงินเป็นสิ่งจำเป็นและบันดาลทุกอย่างที่ต้องการได้อำนาจเงินนั้นสามารถเปลี่ยนคนได้ สามารถย้ายภูเขาทั้งลูกอย่างสบาย ซ้ำอำนาจของมันเป็นสิ่งทำให้คนทะเลาะบาดหมางใจกันถึงขั้นฆ่ากันตายเพื่อการได้มาครอบครอง

 

ที่ชุมชนเล็กๆ แห่งหนึ่งซ่อนตัวอยู่หลังบ้านฉันซึ่งเป็นตึกแถว ชุมชนเป็นลักษณะบ้านเช่าครึ่งตึกครึ่งไม้ 2 ชั้น เรียงกันบล็อกๆ ประมาณ 60 ห้อง ห้องหนึ่งกว้างเพียง 3 เมตรเศษ ลึกประมาณ 7-8 เมตร มีบันไดและห้องน้ำสำเร็จ

 

คิดดูว่าจะเหลือพื้นที่ใช้สอยสักเท่าไหร่ เฉพาะของใช้สอยก็แทบไม่มีที่จะเอนนอน เพื่อนฉันที่อยู่ที่นี่เธอเรียกว่าที่ซุกหัวนอนจริงๆ จะทำไงได้ไม่มีทางเลือกที่ดีกว่านี้ แต่ดีอย่างหนึ่งคือชุมชนที่นี่ไม่มีเรื่องยาเสพติด ฉันเข้า-ออกเป็นประจำ และรู้จักคนในนั้นมากพอสมควร

 

ป้าไสวเป็นคนหนึ่งที่ฉันรู้จักมาตั้งแต่สมันเรียน แกขายข้าวแกงอยู่ปากทางเข้าชุมชน เป็นคนที่มีมนุษยสัมพันธ์ดีและเป็นที่นับถือของคนที่นั่น แกมีลูกชายชื่อจ๊อด เป็นรุ่นน้องฉัน 2-3 ปี จีอดช่วยแม่ขายของและไปจ่ายตลาดที่คลองเตย หลังจากเก็บร้านเสร็จในตอนค่ำจ๊อดจะไปเป็นอาสาสมัครกู้ภัยจนเกือบเช้า

 

ชีวิตคนเราผกผันได้ตลอดเวลาและมาแบบไม่ได้คาดคิดเสมอ เมื่อสามีของป้าไสวเสียชีวิตอย่างกะทันหัน ขณะที่ต้องใช้เงินก้อนโตแต่เงินเก็บไม่มี เหมือนอยู่ทะเลทรายหากมีน้ำเพียงนิดแม้น้ำนั้นกร่อยเค็มก็ต้องกิน ป้าไสวจำใจต้องไปกู้เงินดอกเบี้ยโหดเพื่อมาทำพิธีศพสามี การกู้หนี้ยืมสินเป็นความช้ำใจซ้ำสอง ผ่านไปไม่นานแกได้เงินค่าประกันชีวิตของสามีเป็นเงิน 2 แสนกว่าบาท แกมารู้เมื่อค้นเอกสารของสามี คิดว่าอะไรที่ไม่ใช้จะเผาทิ้งเสีย แต่ยังนึกเคืองคนตายที่ไม่ยอมบอกเรื่องนี้

 

ชีวิตป้าไสวมาถึงจุดผกผันที่ดีแต่ดีไม่ทั่ว จากคนที่หาเช้ากินค่ำมีแค่เงินพันกลายเป็นคนมีเงินแสน แกจ่ายหนี้ที่กู้มาทำศพสามีทันที และแม้จะมีเงินแสนแกก็ยังยึดอาชีพขายข้าวแกงต่อไป(กับข้าวหรือแกงที่ร้านแกอร่อยไม่แพ้ใคร)

 

วันหนึ่ง ฉันไปกินข้าวแกงป้าไสวมาปรึกษาเพราะฉันมีอาชีพขายตรงสินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำวัน แกมีหนังสือการวางแผนการตลาดติดมือมาด้วย แกปรึกษาเรื่องจะเอาเงินที่มีอยู่ทำให้เกิดดอกเกิดผล จึงคิดจะปล่อยเงินกู้คนในชุมชน แต่ละอย่างที่แกพูดหรือวางแผนนั้นอย่างกับเป็นนักการตลาดมืออาชีพเลยทีเดียว

 

?ป้าคิดว่าจะดึงส่วนแบ่งการตลาดจากคนที่ป้าเคยไปกู้เงินเขามา แกว่าเป็นยังไงบ้าง??

 

?ป้านี่พูดศัพท์การตลาดซะด้วยเรื่องเงินกู้หนูไม่รู้อะไรมากหรอกน่ะ อีกอย่างป้าไปทำทับเส้นเขามันอันตรายพวกนี้เขามีอิทธิพลนะ?

 

?ป้าว่าจะเจาะและรุกลูกค้าในชุมชนที่ไปกู้คนนอก โดยคิดดอกเบี้ยต่ำกว่า ถือเสียว่าช่วยๆ คนในนี้คนอื่นเขาคิดร้อยละ 20 บาทต่อวัน ป้าจะคิดดอกร้อยละ 10 คนกลุ่มเป้าหมายก็จะมากู้เงินกับเราเพื่อไปจ่ายต้นและดอกเจ้าเดิม และคนในชุมชนเราอาจจะพาเพื่อนคนนอกมากู้กับป้าอีกก็ได้?

 

ใครจะคิดว่าแม่ค้าขายข้าวแกงจะวางแผนการตลาดได้ขนาดนี้ ฉันไม่มีความเห็นอะไรเพราะงงและทึ่งจริงๆ กับคำศัพท์ที่แกพูด แต่ถึงแม้ร้อยละ10 ก็ยังแพงและโหดอยู่ดี แกคงลืมความช้ำใจที่ตัวเองเคยไปกู้เงินดอกเบี้ยโหดไปแล้วมั้ง

 

ไม่นานทุกอย่างก็เป็นไปอย่างที่แกวางแผนไว้ สร้างความเจ็บแค้นให้แก่คนปล่อยกู้คนเดิมมาก ถึงขนาดส่งคนมาข่มขู่แกแต่ก็กระเจิงกลับไปเมื่อนายจ๊อดลูกชายพาพวกอาสาสมัครมาคอยท่าไว้นับ 10 คนเหมือนมีการเตรียมไว้ก่อนแล้ว

 

เพียงเวลา 6 เดือน ป้าไสวสามารถครองพื้นที่ได้หมด แต่จะไม่ปล่อยเงินกู้ข้ามเขตไปทับเส้นคนอื่นๆ และต่อมา แกขึ้นค่าดอกเบี้ยไปเรื่อยๆ แบบค่อยเป็นค่อยไปจนดอกเบี้ยเท่ากับเจ้าอื่นๆ อ่านต่อตอน2..

ตอน 2

 

เงินสามารถเปลี่ยนคนได้จริงๆ จากหน้ามือเป็นหลังมือในระยะเวลาไม่นาน จากผู้กู้ที่หาเช้ากินค่ำผันตัวมาเป็นผู้ให้กู้ ป้าไสวใจดีพูดจาไพเราะกลับกลายเป็นแข็งกร้าวเหมือนมะนาวไม่มีน้ำ ซ้ำร้ายยังหยาบคายจากเป็นคนที่น่านับถือกลายเป็น ?เจ๊ไหว ปากร้าย? เสียงดังและเจ้าอารมณ์ เป็นที่น่าชิงชังรังเกียจฉันเองไม่อยากคุยกับแกด้วยเลย

 

ร้านของแกขายทั้งข้าวแกงและเป็นศูนย์รับชำระหนี้ไปโดยปริยาย แรกๆ ช่วงโปรโมชั่นลูกหนี้จะจ่ายช้าไปบ้าง แกก็ยังผ่อนปรนแต่เมื่อส่งช้าหลายวันและหลายครั้งแกย่อมไม่ยอมเป็นเรื่องธรรมดา ไม่ว่าตัวฉันเองหรือใครๆ ก็ไม่อยากเป็นหนี้และคงมีน้อยคนนักที่ไม่เคยเป็นหนี้ ก็นับว่าโชคดีมากๆ

 

บางคนต้องกู้สู้ดอกเบี้ยโหดด้วยความจำเป็นจริงๆ อย่างน่าเห็นอกเห็นใจ และเห็นทีจะแย่ที่อีกหลายคนกู้เงินไปเพื่อความฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือยของตัวเอง และจบลงที่วงเหล้าฉันเคยได้เห็นได้ยินเหมือนพูดติดตลก

 

?เงินทองเป็นของนอกกายก็จริง กว่าหามาได้ก็แทบตาย หนี้สินเป็นของนอกกาย ถ้าไม่ตายดอกเบี้ยทวีคูณ?

 

แค่ได้ยินก็รู้สึกปลงๆ ถ้าการเป็นหนี้เพื่อการอยู่ของชีวิตก็น่าเป็นอยู่หรอกนะค่ะ แต่ครื้นเครงกับการเป็นหนี้คงยากที่หลุดออกจากวังวนคนเป็นหนี้ไปได้

 

จ๊อดกู้ภัย เป็นทั้งผู้ทำร้ายและผู้ช่วยเหลือในร่างเดียวกัน จ๊อดกลายเป็นคนยกมือไหว้คนไม่เป็นเสียแล้ว กลางวันเป็นปีศาจล่าดอกเบี้ยให้แม่ ใครไม่มีให้ก็ด่า ข่มขู่ จนถึงมีลงมือลงไม้ โดยไม่คำนึงว่าจะหัวหงอกหัวดำ หรืออย่างน้อยก็เป็นคนในชุมชนเดียวกัน เพราะเขามีเพื่อนอาสาสมัครมากและแวะเวียนมาหาบ่อยๆ

 

บางครั้งจ๊อดยังเรียกวิทยุขอกำลังเหมือนตำรวจเลยทีเดียว คนที่ถูกทำร้ายไม่กล้าแจ้งความเพราะจ๊อด กู้ภัย มีสัมพันธ์กับเจ้าหน้าที่บางคนในฐานะอาสาสมัครที่ต่างฝ่ายก็พึ่งพากันในยามมีเหตุ

 

กลางคืนกลายเป็นนักบุญคอยช่วยเหลือสังคม บางครั้งก็แอบชื่นชมเขาเมื่อคนในชุมชนเกิดอุบัติเหตุฉุกเฉินจีอดปีศาจก็กลายเป็นจ๊อดกู้ภัยได้ในทันที มันเหมือนขาวกับดำและน้ำกับไฟ ฉันมองไม่ออกและไม่เข้าใจในตัวเขาจริงๆ

 

ฉันไม่ได้เข้าไปในชุมชนประมาณ 2 เดือน เพราะไม่มีคนสั่งซื้อของจากฉันเพราะเศรษฐกิจไม่ดีจริงๆ เมื่อกลับเข้าไปอีกครั้งรู้สึกถึงความเปลี่ยนไปอย่างมาก ?เจ๊ไหว ปากร้าย? ติดแอร์ที่ห้องชั้นบนเป็นบ้านแรกและบ้านเดียวในชุมชน ฉันพูดกับแกว่า มีเงินแล้วน่าขยับขยายให้ตัวเองสบายกว่านี้ แกตอบมาฉันแทบหงายเลย

 

?ย้ายทำไม ที่นี่เป็นทำเลทองเป็นขุมทรัพย์ในสลัม?

 

จ๊อดกู้ภัย สวนกระแสเศรษฐกิจออกรถกระบะใหม่ ใช้สำหรับไปซื้อของและใช้เป็นรถกู้ภัย มีสติกเกอร์ติดมีไซเรนและวิทยุสื่อสารอีกด้วย มีสมัครพรรคพวกมากขึ้น ยิ่งเขาใส่ชุดหมีเวลาออกปฏิบัติงาน ดูเป็นทางการและทะมัดทะแมง น่าเกรงขามอย่างบอกไม่ถูก

 

ดูเหมือนครอบครัวป้าไสวจะรุ่งเรืองขึ้นอย่างรวดเร็ว ตรงข้ามกับพวกลูกหนี้ที่นับวันจะเสื่อมลงและมีเรื่องกับจ๊อดกู้ภัยบ่อยขึ้นเรื่อยๆ รถกับชุดอาสาเหมือนเป็นเกราะบังตาเจ้าหน้าที่ไปโดยปริยาย  อ่านต่อตอนจบ..

ตอนจบ

 

เพื่อนฉันบอกว่า ป้าไสวเลิกขายข้าวแกงที่ทางเข้าชุมชนเพราะเช่าที่หน้าตลาดได้และขายเฉพาะช่วงเช้าเท่านั้นฉันยังนึกในใจว่าก็ดี ถึงมีเงินก็ไม่งอมืองอเท้า แต่ฉันยังเคยเห็นว่าขายดีแค่ไหนแต่เมื่อเห็นพฤติกรรมของแกในเช้าวันหนึ่งก็รู้สึกเสื่อมศรัทธาในตัวแกมากขึ้น

 

เช้าวันพระ ฉันไปซื้อกับข้าวใส่บาตรที่แผงของแก ฉันก็ใส่บาตรตามปกติแต่มองของที่ป้าไสวเตรียมนั้นจำนวนไม่ลดลงทั้งที่มีคนใส่บาตรทำบุญมากมาย และเห็นจ๊อดกู้ภัย เอาของมาเสริมอยู่เรื่อยๆ ไม่นานฉันก็รู้ว่าเป็นการขายกับข้าวใส่บาตรแบบเวียนเทียน พฤติกรรมเหมือนกับที่เห็นเป็นข่าวไม่มีผิด แม่ลูกและพระพร้อมลูกศิษย์รู้กันอย่างไม่กลัวบาปกลัวกรรม ด้วยความที่คุ้นเคยกันจึงแกล้งถามดูว่า

 

?ป้าแบบนี้มันบาปนะ ดูไม่ดีเลย?

 

?แล้วเกี่ยวอะไรกับแก!? ป้าไสวตวาดใส่ฉันจนฉันสะอึกแทบหงายเลย สรรพนามที่เคยใช้เปลี่ยนไป

 

?ใครๆ เขาก็ทำกันทั้งนั้น บาปเบิบอะไร ฉันไม่ได้ไปบังคับให้มาซื้อของกับฉันนี่ เมื่อมีข้อเสนอมาก็น่าจะสนองให้ รอให้พระแบบนี้ไม่มีซะก่อนฉันค่อยเลิก?

 

?จริงเหรอป้า? กำไรเป็นกอบเป็นกำอย่างนี้นี่น่ะ?

 

?จริงซิ! แกไปทำงานของแกได้แล้วฉันจะขายของ ไอ้จีอดมันไปนานจังว่ะ?

 

ฉันนึกในใจว่า สักวันหนึ่งบาปที่ทำจะต้องสนองแน่ทั้งผู้ขายและผู้รับ เงินทองไม่เข้า-ออกใคร บาปกรรมก็ไม่เข้าออกใครเหมือนกัน ผ่านไปหลายวันพระก็ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น ฉันไม่อุดหนุนป้าไสวจึงหลบไปใส่บาตรที่หลังตลาดแทนเพราะพระท่านรับบาตรแล้วเดิน ไม่ยืนแช่คอยท่าเหมือนหน้าตลาด

 

เมื่อเดินกลับบ้านผ่านแผงของแก แกก็พูดเป็นเชิงกระแทกแดกดัน แต่ฉันก็ไม่โต้ตอบแกเพราะเพิ่งใส่บาตรมา ใจสงบสดชื่นก็ระงับใจตัวเองได้ ตอบโต้ไปก็เรื่องยาวเปล่าๆ ไร้ประโยชน์ จ๊อด กู้ภัย มองฉันด้วยสายตาไม่พอใจ

 

เวรกรรมบางครั้งก็มาช้าเกินไป เพื่อไม่ให้คนเสื่อมศรัทธาและไม่นิ่งดูดาย ฉันจึงเร่งกรรมให้เร็วขึ้นด้วยการแจ้งเรื่องนี้ไปที่กรมการศาสนาเสียเลย ส่วนเขาจะจัดการหรือไม่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง และฉันก็ไม่ได้ใส่บาตรไปหลายอาทิตย์ จนกระทั่งมาหาเพื่อนในชุมชนจึงได้รู้ว่าเรื่องที่แจ้งไปนั้นได้รับการสนองเรียบร้อยแล้ว ตุ๊กเพื่อนฉันบอกว่าป้าไสวบ่นเป็นหมีกินผึ้งเลยที่โดนแบบนั้น

 

มีเรื่องที่คนเราไม่คาดคิดเสมอ เมื่อเดือนที่แล้วป้าไสวไปทัวร์ไหว้พระที่นครสวรรค์ รถทัวร์ที่แกนั่งไปนั้นคว่ำที่ถนนสายเอเชียเพราะฝนตกถนนลื่นแกได้รับบาดเจ็บสาหัส จ๊อด กู้ภัยไปรับตัวแม่เข้า ร.พ.เอกชนกรุงเทพฯ และอยู่ใกล้บ้านอีกด้วย ฉันรู้ข่าวจึงชวนตุ๊กไปเยี่ยมแก ป้าไสวยังไม่รู้สึกตัวลูกชายแกบอกว่า หลังจากย้ายมากรุงเทพฯหัวใจแกหยุดเต้นไปพักหนึ่ง หมอต้องปั๊มหัวใจได้สำเร็จแต่ก็ยังไม่รู้สึกไม่มีการตอบสนองใดๆ

 

สุดท้าย จ๊อด กู้ภัย ก็ตัดสินใจเอาป้าไสวออกจาก ร.พ. เพราะเสียค่าใช้จ่ายต่อไปไม่ไหว ที่ผ่านมาก็หมดเป็นแสน คนจนอย่างเราๆ ถ้าเป็นอะไรขึ้นมาคงตายสถานเดียวถึงจะมีประกันสังคมคงช่วยอะไรไม่ได้มาก ป้าไสวกลายเป็นเจ้าหญิงนิทรา

 

ฉันเปรยกับเพื่อนว่า ?น่าเศร้าไปทำบุญไหว้พระแท้ๆ กลับต้องมาเป็นอย่างนี้?

 

เพื่อนพูดว่า ?บุญก็ส่วนบุญ กรรมมากแต่บุญทำน้อย เวรกรรมก็แซงบุญได้เหมือนกัน บางทีกระแสกรรมมันแรงอาจลดส่วนแบ่งของบุญลงมาก็ได้ แกโหดกับคนในชุมชนตั้งเท่าไหร่ แล้วไหนจะเรื่องที่ตลาดอีกล่ะ นี่ไอ้จ๊อดคงเดินตามดอกล่าเบี้ยขาขวิดเลย ค่าใช้จ่ายไม่ใช่น้อยๆ เงินต้นกับดอกจะซื้อความเป็นปกติให้แม่มันได้เปล่าก็ไม่รู้?

 

จ๊อด กู้ภัย ยังเป็นอาสาสมัครเหมือนเดิม โดยจ้างคนข้างบ้านดูแลแม่ในเวลากลางคืนโดยหักเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นวันต่อวัน ล่าสุดจ๊อด กู้ภัยก็ไม่ได้เป็นอาสาสมัครเพราะไปมีเรื่องกับอาสาสมัครอีกพวกหนึ่ง โชคยังดีที่ไม่ถึงกับสาหัสมาก

 

เคยสังเกตไหมว่าเวลาที่คนเรากำลังแย่นั้น ความซวยมันก็จะเกิดขึ้นติดๆ กัน คนปล่อยกู้เงินคนเดิมที่คิดว่าเลิกผูกใจเจ็บไปแล้วกลับส่งคนมาทำร้ายจ๊อดซ้ำอีกทั้งที่บาดแผลเก่ายังไม่หายดี ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาจะอาฆาตมาดร้ายกันนานขนาดนี้ จ๊อดแจ้งความเอาเรื่องเป็นคดีความวุ่นวายกันไปแล้วไหนจะเรื่องแม่ตัวเองอีก

 

เวลานี้ เงินไม่มีค่าและความสำคัญกับป้าไสวอีกแล้ว เพราะแกได้สิ้นบุญลงในเวลาต่อมา คนเราก็เท่านี้เองไปตัวเปล่านอกจากบุยกรรมติดตัวไปเท่านั้นจริงๆ

 

มีคนบอกว่า เงินจะมีค่าและมีความสำคัญก็ต่อเมื่อเราต้องการใช้มันเท่านั้น! และใช้ในทางที่ถูกที่ควรมันก็จะเป็นคุณประโยชน์แก่ผู้ใช้ เงินจึงไม่ต่างจากศัสตราวุธที่อาจจะย้อนกลับมาบาดเรา ผู้มีเงินจึงต้องใช้อย่างระมัดระวัง!!

 
 

โดย : เพชรดา ขอขอบคุณ นิตยสารรวมกฎแห่งกรรม